แนวทาง “เซ็นทรัลทำ” สร้างโรงเรือนพอเพียงเลี้ยงไก่ไข่-
นอกจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของภาคธุรกิจจะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชน แต่การทำกิจกรรมเพื่อสังคมยังส่งผลกลับมาสู่องค์กรนั้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนของธุรกิจ เพราะไม่มีธุรกิจใดจะดำเนินอยู่ได้หากสังคมไม่เข้มแข็ง
กลุ่มเซ็นทรัลเองก็ยึดมั่นในความเชื่อนี้เหมือนกับที่ “สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์” ผู้ก่อตั้งกลุ่มเซ็นทรัล เคยกล่าวไว้ว่า…ความสำเร็จของเราเติบโตขึ้นจากความตั้งใจแน่วแน่ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่ความทันสมัย เรายึดมั่นพันธสัญญาที่จะมีส่วนร่วมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวไทยทุกคน
ผลเช่นนี้ จึงทำให้กลุ่มเซ็นทรัลกำหนดกรอบโครงการเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อ “เซ็นทรัลทำ” โดยล่าสุดรุกโมเดล “โรงเรือนพอเพียงเลี้ยงไก่ไข่” เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางความคิดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับเด็ก ๆ ก่อนที่จะต่อยอดโมเดลสู่การเพิ่มรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อครู และนักเรียน ตลอดจนชุมชน เพื่อสามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืน
“ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า องค์กรของเรามีจิตวิญญาณเรื่องความยั่งยืนมานาน ส่งผลให้ธุรกิจมั่นคงมาได้กว่า 73 ปี โดยตั้งแต่ก่อตั้งเราไม่คิดถึงการเติบโตเชิงปริมาณอย่างเดียว แต่คิดถึงส่วนรวม และคำนึงความต้องการของสังคม เพียงแต่ในอดีตเราอาจไม่ได้เรียกว่ากิจกรรมเพื่อสังคม
“ตอนนี้เราพัฒนาการทำเพื่อสังคมมาสู่เซ็นทรัลทำ ซึ่งเป็นชื่อเรียกการกระทำด้าน CSV (creating shared value) ของกลุ่มเซ็นทรัล โดยมีเจตนารมณ์ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงาน และสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่ง CSV เป็นการสร้างคุณค่าร่วม ที่เรามองว่าจะมีความหมายก็ต่อเมื่อพนักงานของเรามีส่วนร่วม เราจึงเน้นสร้างจิตวิญญาณการทำเพื่อสังคมให้กับพนักงาน”
“เราเริ่มจากการทำเพื่อสังคมที่อยู่รอบ ๆ ธุรกิจ และมุ่งมั่นในการสร้างสัมพันธภาพอย่างแน่นแฟ้นกับชุมชนระดับท้องถิ่น สิ่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม การที่เราสอนให้กับพนักงาน เราอยากให้พนักงานที่อยู่ทั่วประเทศทุ่มเทให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง และให้เขามีหลักคิดที่เรียกว่า C.A.R.E. คือ Commitment : มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมไทยอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และพัฒนาความเป็นอยู่ของสังคมไทยให้ดีขึ้น”
“Awareness : ตระหนักที่จะสร้างกระแสการรับรู้ในการช่วยเหลือผู้อื่น และสังคมในหมู่พนักงาน ตลอดจนขยายผลสู่สังคมภายนอก, Rethinking : คิดอย่างสร้างสรรค์ พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำมาพิจารณา และคิดหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น, Encouragement : สร้างแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันพนักงาน ชุมชน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้สังคม”
“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมหลัก ๆ ภายใต้เซ็นทรัลทำมี 4 ด้าน คือ หนึ่ง การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย สอง ความเสมอภาคทางสังคม สาม ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และสี่ คุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะการที่สังคมจะเข้มแข็ง แต่ละด้านต้องเกื้อหนุนกันและกัน
“โครงการโรงเรือนพอเพียงเลี้ยงไก่ไข่อยู่ภายใต้เรื่องความเสมอภาคทางสังคม ด้านการพัฒนาคน ซึ่งสอดคล้องกับการที่กลุ่มเซ็นทรัลเป็นหนึ่งในองค์กรที่อยู่ในโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐาน และการพัฒนาผู้นำ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพูดคุยกับกลุ่มโรงเรียนประชารัฐ เพื่อหาสิ่งที่ครูและนักเรียนต้องการ เพราะหากเราให้ในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ พวกเขาจะไม่อยากสานต่อ และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์”
“จากการร่วมกันคิด จึงได้ข้อสรุปว่า เป็นการสนับสนุนการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งตอบโจทย์สิ่งที่เซ็นทรัลอยากมอบให้เช่นกัน เพราะเราอยากให้ทั้งองค์ความรู้การสร้างสุขภาพที่ดี และสร้างรายได้ให้กับโรงเรียน โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้รับความร่วมมือจากบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในการทำโครงการ”
ทั้งนี้ จำนวนโรงเรียนประชารัฐซึ่งมีมากถึง 3,351 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงแรกกลุ่มเซ็นทรัลจึงคัดเลือกมา 62 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียนประมาณ 14,124 คน ครู 895 คน รวม 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง, กระบี่, พังงา, ภูเก็ต, ตรัง และนครศรีธรรมราช โดยล่าสุดได้ทำการส่งมอบโรงเลี้ยงไก่ที่โรงเรียนวัดห้วยนาง (วันครู) อ.ห้วยยอด จ.ตรัง
“กรอบการทำงานของกลุ่มเซ็นทรัลคือ การสนับสนุนงบฯลงทุนในการก่อสร้างทั้งหมด โดยใช้งบประมาณ 200,000 บาทต่อโรงเรียน ให้พันธุ์ไก่ 100 ตัวต่อโรงเรียน ให้อาหารไก่ 4 เดือน โดยพันธุ์ไก่และอาหารไก่เราซื้อตรงจากเบทาโกรเพื่อให้ได้พันธุ์ไก่ที่ปลอดการฉีดยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้ฮอร์โมน หรือสารเร่งการเติบโต นอกจากนั้น เราส่งเจ้าหน้าที่ของเซ็นทรัลลงพื้นที่เพื่อสำรวจ และกำกับดูแล”
“โดยมีหลักการว่า โรงเรือนเลี้ยงไก่ห้ามอยู่ติดกับอาคารเรียน สนามบอล โรงอาหาร หรือห้องน้ำ เพราะเสี่ยงต่อเชื้อโรคที่กระทบต่อทั้งตัวไก่ และเด็กนักเรียน ส่วนด้านเบทาโกรให้ความช่วยเหลือด้านความรู้ในการเลี้ยงไก่ไข่ มีการจัดอบรม วางระบบ และช่วยคิวซี รวมทั้งมีสัตวบาลคอยดูแล โดยมีการตรวจโรคอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง”
“พิชัย” อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนมีโครงการโรงเรือนพอเพียงเลี้ยงไก่ไข่ ทางโรงเรียนดำเนินกิจกรรมเลี้ยงไก่ไข่โดยการขออนุมัติงบฯจากองค์การบริหารส่วนตำบล หรือหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อมาซื้อพันธุ์ไก่ไข่ แล้วนำไข่มาปรุงเป็นอาหารกลางวัน ส่วนไข่ที่เหลือจะแจกจ่าย และเมื่อไก่ปลดระวาง ออกไข่น้อยลง หรือไม่ออกไข่แล้ว จะทำเรื่องขออนุมัติงบฯเพื่อมาซื้อพันธุ์ไก่ใหม่หากปีใดไม่ผ่านการอนุมัติก็จะกลายเป็นกรงร้าง
“กลุ่มเซ็นทรัลจึงสอนให้พวกเขาเปลี่ยนวิธี โดยนำงบฯอาหารกลางวันที่ได้จากรัฐบาลที่ให้มาคนละ 20 บาทต่อวันมาซื้อไข่ที่ตนเองเลี้ยงในโครงการ ในราคา 2 บาทต่อฟอง ซึ่งถูกกว่าท้องตลาด และทำบัญชีจำนวนไข่ และบัญชีการซื้อไข่แยกออกมา โดยห้ามนำเงินส่วนนี้มาใช้ เพื่อโรงเรียนจะได้มีงบประมาณเพียงพอในการซื้ออาหารไก่ และไก่พันธุ์ใหม่หลังไก่ปลดระวาง โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติงบฯจากหน่วยงาน หรือองค์กรใดอีก ทำให้โรงเรียนสามารถมีพันธุ์ไก่ไข่และมีไข่ไก่มาบริโภคได้ทุกปีอย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง”
เมื่อก่อนทางโรงเรียนจะมีรายได้จากการขายไก่ปลดระวางตัวละ 50 บาท ดังนั้น 100 ตัวได้ 5,000 บาท แต่หลังจากร่วมโครงการโรงเรียนจะมีเงินถึง 73,000 บาทต่อปี โดยไก่ 100 ตัวที่โรงเรียนได้รับจะสามารถออกไข่เฉลี่ย 34,000 ฟองต่อปี
“นอกจากนั้น เรายังวางแผนขยายโครงการไข่ไก่ไปที่จังหวัดอื่น ๆ อีก 4 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, เชียงใหม่, อุดรธานี และอุบลราชธานี และหากโครงการนี้สามารถผลิตไข่ไก่เป็นจำนวนมากในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัลจะรับซื้อมาจำหน่าย เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้โรงเรียนอีกทางหนึ่งด้วย”
“พิชัย” กล่าวในตอนท้ายด้วยว่า การช่วยเหลือชุมชนต้องทำครอบคลุมทั้งโรงเรียน, โรงพยาบาล และวัด เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันในทุกชุมชน ดังนั้น ระหว่างการเดินทางไปส่งมอบโรงเรือนเลี้ยงไก่ที่โรงเรียนวัดห้วยนาง (วันครู) เราจึงเข้าไปสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลในชุมชน ด้วยการมอบโคมไฟผ่าตัดให้กับโรงพยาบาลห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มูลค่า 1,443,000 บาท
นับว่าโมเดลของโครงการเลี้ยงไก่ไข่ จะช่วยให้ครู และนักเรียน เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งยังสามารถนำไปต่อยอดโมเดลกับสิ่งอื่น ๆ เช่น ปลูกผัก, ปลูกข้าว และเลี้ยงปลา โดยนำงบประมาณอาหารกลางวันที่ได้มาซื้อของที่ตัวเองเป็นคนปลูก เป็นคนเลี้ยง
โดยไม่เดือดร้อน หรือพึ่งพาใคร อันเป็นการสร้างความยั่งยืนในที่สุด
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
