สทนช.เตรียมจัดงานวันน้ำโลก 21 มี.ค.นี้ เผยสถานการณ์ปีนี้เป็นลานีญาอ่อน ๆ เตือนระวังภัยพายุฤดูร้อน ชี้ปริมาณฝนเยอะพอควร น้ำในเขื่อน 65% เตรียมบริหารจัดการระบายน้ำ รับมือฝนปลายปี เร่งขุดลอกแม่น้ำสาย-แม่ปิงรับน้ำ ยันไม่ซ้ำรอยท่วมใหญ่ 54
ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันน้ำโลก (World Water Day) เพื่อกระตุ้นให้ทั่วโลกร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ โดยในปีนี้ UN กำหนดประเด็น Glacier Preservation หรือการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง ภายใต้แนวคิด “น้ำคือชีวิต การอนุรักษ์น้ำและธารน้ำแข็งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”
สทนช. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ได้กำหนดจัดงานวันน้ำโลกปี 2568 ในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ภายในงานจะมีการฉายวีดิทัศน์การแถลงสารจากนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศนโยบายและเจตนารมณ์ในการรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และร่วมปรับตัวต่อสถานการณ์น้ำของโลก
พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Climate Change Adaptation” หรือ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองจากตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งปัญหาน้ำป่าและดินโคลนถล่มที่เชียงราย น้ำทะเลหนุนที่สมุทรปราการ ปัญหาน้ำท่วมที่ชายแดนใต้ เป็นต้น
ดร.สุรสีห์กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์น้ำและปัญหาภัยแล้งในปีนี้ว่า สถานการณ์น้ำในปีนี้ถือว่าเป็นช่วงของลานีญาแบบอ่อน ๆ มีปริมาณฝนมากพอควร เนื่องจากความกดอากาศสูง ประกอบกับลมพัดความชื้นเข้ามา สิ่งที่น่ากังวล คือ ก่อให้เกิดพายุฤดูร้อนที่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับประชาชน ทั้งนี้ อุณหภูมิและปริมาณฝนของประเทศไทยอยู่ใกล้เคียงค่าปกติ มีสภาวะเป็นกลาง ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงสิงหาคม 2568
“ขณะนี้ถือว่าปัญหาขาดแคลนน้ำได้บรรเทาลง และอีกเดือนเศษก็จะหมดหน้าแล้งแล้ว หลังจากนี้ สทนช.ก็จะดูแลเรื่องปริมาณน้ำฝนต่อ โดยแนวโน้มปริมาณฝนช่วงเดือนมีนาคมจนถึงมิถุนายน จะมีปริมาณสูงกว่าค่าปกติ เนื่องจากพายุฤดูร้อน อีกทั้งเดือนพฤษภาคมฝนจะมาเร็วกว่าปกติ ทำให้เกษตรกร โดยเฉพาะสวนทุเรียนอาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูงกว่าค่าปกติ 15% ขณะที่สถานการณ์แหล่งน้ำทั่วประเทศในขณะนี้มีปริมาณน้ำทั้งประเทศที่ 51,989 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 65% ของความจุ ซึ่งคณะทำงานวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำ จะมีการติดตามสถานการณ์ และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อเป็นการเตรียมการรับมือ และป้องกันปัญหาล่วงหน้า โดยในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน จะมีการทบทวนการระบายน้ำในเขื่อน เพื่อให้น้ำมีความสมดุลระหว่างเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อน”
ดร.สุรสีห์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนและน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ที่เพิ่งเกิดปัญหาน้ำท่วม เช่น บริเวณแม่น้ำสายและแม่น้ำปิง ซี่งได้เร่งให้มีการขุดลอกแม่น้ำ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาธารน้ำแข็งละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำในทะเลเพิ่มขึ้น น้ำทะเลหนุนสูง ก็อาจทำให้บ้านเรือนริมแม่น้ำประสบปัญหาน้ำหนุนสูงได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำฝนมีปริมาณสูงกว่าค่าปกติในปีนี้ จะไม่เทียบเท่าหรือซ้ำรอยปัญหาน้ำท่วมปี 2554 โดยปี 2554 ฝนมาเร็ว และมามากตั้งแต่ต้นฤดู ส่งผลต่อน้ำในเขื่อนและปริมาณน้ำที่เพิ่มเข้ามายาวต่อเนื่อง ขณะที่ปีนี้ คาดหมายว่า เดือนพฤษภาคมฝนมาเร็ว สูงกว่าค่าปกติ และในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ปริมาณไม่มาก ใกล้เคียงกับค่าปกติ อย่างไรก็ตาม สทนช.จะเฝ้าระวังในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงน้ำเหนือไหลเข้ามา สมทบกับน้ำทะเลที่หนุนสูง โดยจะมีการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้ปัญหาซ้ำรอย