Skip to content

ส่องหุ้นเทค ‘สหรัฐ VS จีน’ เทรดวอร์เดือด-สงครามชิงผู้นำ AI

23 มี.ค. 2568 | 09:20น.
ส่องหุ้นเทค ‘สหรัฐ VS จีน’ เทรดวอร์เดือด-สงครามชิงผู้นำ AI

สงครามการค้ารอบใหม่ที่ปะทุขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างมาก และที่ตีคู่กันมาก็คือ สงครามเทคโนโลยีที่ร้อนแรง หลังจีนเปิดตัว “DeepSeek AI” ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำออกมา ทำให้เห็นการปรับตัวลงแรงของหุ้นเทคสหรัฐ หรือ “หุ้น 7 นางฟ้า” สวนทางกับหุ้นเทคจีนที่กลับมาอยู่ในโฟกัสของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง

ปัจจัยเสี่ยงรุมกดดันหุ้นเทคสหรัฐ

โดย “สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา” นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า ปัจจุบันหุ้นเทคสหรัฐได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.ความกังวลเรื่องนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับสงครามการค้า รวมไปถึงสงครามเทคโนโลยี ทั้งเรื่องเกี่ยวกับการห้ามส่งออกชิปสมัยใหม่ไปยังประเทศจีน รวมถึงอาจจะมีการเก็บภาษีนำเข้าชิปจากประเทศอื่น ๆ จึงทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล

2.การพัฒนา AI (ปัญญาประดิษฐ์) ของจีนที่มีความต่อเนื่องและทำได้ค่อนข้างดี ทำให้สหรัฐเกิดความกังวลถึงประสิทธิภาพ AI จากจีน ที่ใช้ความสามารถในการประมวลผลน้อยกว่าของสหรัฐ ยกตัวอย่างเมื่อก่อนใช้ชิป 10 ตัวในการประมวลผล แต่ปัจจุบันอาจใช้เพียง 5 ตัว ในการประมวลผลแบบเดียวกัน ดังนั้น ความต้องการใช้ชิปจึงมีแนวโน้มลดลง

และ 3.กังวลความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลกระทบทั้งซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น กำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งมีผลกระทบต่อความต้องการซื้อคอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ก, โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

“ปัจจุบันปัจจัยชี้นำต่าง ๆ ของหุ้นเทคฝั่งสหรัฐยังไม่มีความกังวลที่นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น และปัจจัยพื้นฐานหุ้นยังดีอยู่ ดังนั้น ต้องติดตามนโยบายต่าง ๆ ของทรัมป์ หากไม่ยอมถอย ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี โอกาสที่หุ้นเทคสหรัฐจะ Recovery (ฟื้น) อาจน้อยลง”

หุ้นเทคจีนดีดรับกระแส AI

ส่วนฝั่งหุ้นเทคจีน “สิทธิชัย” มองว่าปัจจุบันได้กระแสที่ดีจากประเด็นเรื่องการพัฒนา AI ค่อนข้างสูง โดย Alibaba, Tencent, Baidu ได้มีการพัฒนา AI อย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสนำมาใช้งานในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังสนับสนุนนวัตกรรมเทคโนโลยีมากขึ้น

ดังนั้น จึงทำให้ Sentiment ฝั่งจีนดูดีขึ้น ขณะที่บริษัทอย่าง Alibaba ได้ร่วมกับ Apple เพื่อที่จะทำ Apple Intelligence ที่ขายในเมืองจีน ทำให้บริษัทเล็ก ๆ ที่ทำ AI ได้รับการสนับสนุนจาก Alibaba ด้วย

“ดังนั้น จึงทำให้เรารู้สึกว่าภาพเทคโนโลยีฝั่งจีนดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ยังไม่เห็นว่าภาพ AI จะทำให้บริษัทในจีนจะหารายได้อย่างไร หรือมีสตอรี่ แต่ไม่มีกำไร แต่ฝั่งสหรัฐกลัวสตอรี่ แต่มีกำไร”

สำหรับมุมมองด้านการลงทุน ในฝั่งกลุ่มเทคสหรัฐ หากนักลงทุนที่ลงทุนในระยะสั้นมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะเด้งขึ้นได้ แนะนำเล่นเก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง แต่นักลงทุนที่เล่นระยะยาวอาจจะต้องจับตาท่าทีของทรัมป์อย่างต่อเนื่อง

“หุ้นเทคสหรัฐ เราชอบ Microsoft, Amazon ที่อาจจะได้รับผลกระทบในระดับกลาง ๆ ขณะที่ Apple ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากไม่พึ่งพา AI มาก ส่วนระยะสั้นมาก ๆ ทั้ง NVIDIA, Tesla อาจจะเด้งเร็วและแรงกว่า แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐานอาจจะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ขณะที่ฝั่งกลุ่มเทคจีน แนะนำโฟกัสเทคใหญ่อย่าง Alibaba, เป็นต้น”

“สิทธิชัย” กล่าวด้วยว่า จะเห็นว่าผลตอบแทนหุ้นเทคจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างแรงในปีนี้ แต่หากเทียบตั้งแต่ปี 2566 ที่ผ่านมา หุ้นเทคสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นได้ดีมากเกือบ 100% และหากมองฝั่งจีนราคาอาจจะถูกกว่า แต่ความชัดเจนในรายได้และกำไรที่เกิดขึ้นใน AI ฝั่งของสหรัฐจะชัดเจนมากกว่าจีน

กราฟิก หุ้นสหรัฐ-จีน

ความกังวลสหรัฐจะถดถอย

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี นับตั้งแต่มีการกำเนิด ChatGPT และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนอย่างแข็งแกร่งและดีที่สุดในโลก ขณะที่ปัจจุบันหุ้นสหรัฐถูกท้าทายด้วยปัญหาโดยเฉพาะที่มาจากทรัมป์ ทำให้นักลงทุนกังวล ขณะที่การรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้ปรับขึ้นมาก แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ทยอยประกาศออกมาต่ำกว่าคาดการณ์

โดยจะเห็นได้ว่าสหรัฐปัจจัยบวกมีน้อย และมาเจอปัจจัยลบอีก หุ้นสหรัฐจึงพร้อมที่จะถูกเทขายทำกำไร ทั้งนี้ มีคำถามว่าสหรัฐจะเกิด Recession หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันยังคาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก

ดังนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐจึงมีพื้นที่จำกัด จากสถิติในอดีต 40 ปีที่ผ่านมา การปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐ หากไม่ Recession จะเฉลี่ย -10% แต่หากกรณี Recession จะเฉลี่ย -24%

“ความน่าสนใจกรณีที่ไม่มี Recession อีกประมาณ 6 เดือนถัดมา มีโอกาส 80% ที่ตลาดหุ้นจะฟื้นตัว ซึ่งปัจจุบันปรับลดลงแล้ว 10% หากเราเชื่อว่าจะไม่มี Recession ก็น่าเข้าซื้อ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่หุ้น 7 นางฟ้าที่ปรับลดลง มองว่าสามารถทยอยเก็บได้ เช่น Microsoft, Amazon เป็นต้น”

กระจายลงทุนสินทรัพย์/ตลาดอื่น

“ประกิต” กล่าวอีกว่า ในภาวะความไม่แน่นอนนั้น นักลงทุนควรกระจายลงทุนไปที่ตลาดหรือสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น พันธบัตร รวมถึงทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาทองคำมีการปรับขึ้นได้อย่างโดดเด่น

นอกจากนั้น ยังมีนักลงทุนบางส่วนโยกไปลงทุนตลาดหุ้นยุโรปและจีน เพราะประเมินมูลค่า (Valuation) ถูกกว่าตลาดสหรัฐ

“จะเห็นว่าในช่วงที่หุ้นสหรัฐมีการปรับฐานลง โดยเฉพาะกลุ่ม 7 นางฟ้า หุ้นกลุ่มแบงก์ในยุโรปปรับเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างสูง รวมถึงจะเห็นว่ามีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนที่ตลาดหุ้นจีน และตลาด ฮ่องกง แม้อาจจะไม่ใช่เงินจากสหรัฐทั้งหมด แต่สภาพคล่องในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีสูงมาก ล่าสุดปริมาณเงินในระบบ (Money Supply) ในจีนปรับเพิ่มขึ้นกว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี”

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ Deepseek ยังทำให้ตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจมากขึ้น บวกกับดอกเบี้ยต่ำในจีน และนโยบายการคลังสะท้อนจาก Money Supply ที่พุ่งสูง ทำให้เกิดกระแสเงินเข้าตลาดหุ้น ฮ่องกงสูงมาก

“ฉะนั้น หุ้นจีนดูเหมือนไปต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคจีน และ Valuation หลายตัวยังถูกกว่าหุ้นสหรัฐ เช่น Meituan, Baidu, Alibaba, Tencent, NetEase, JD.com เป็นต้น” เอ็มดี บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AI จีน สหรัฐ ตลาดหุ้น