KBank พลิกโฉมการฝึกงาน ชู Project-based พัฒนานักศึกษา
ปกติแล้วการฝึกงานของนักศึกษาจะเน้นการเข้าไปเรียนรู้งานเฉพาะฝ่าย เพื่อเจาะลึกถึงกระบวนการทำงานด้านนั้น ๆ แล้วนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาประมวลผลสำหรับการทำโปรเจ็กต์จบ
แนวทางนี้เป็นเหมือนแพตเทิร์นของการฝึกงานโดยทั่วไปที่หลายมหาวิทยาลัยยึดเป็นแนวทางมาตลอด แต่ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ในฐานะนายจ้างกลับมองต่างออกไป
“เมื่อก่อนจะเห็นว่าเมื่อแบงก์รับนักศึกษาฝึกงาน ก็จะเป็นการรวมรุ่น หรือมีเน็ตเวิร์กแบบเก่า แต่ผมมองว่า เราควรหาแนวทางการฝึกงานรูปแบบใหม่ที่รองรับโลกข้างหน้า หรือสร้างสังคมรูปแบบใหม่ จึงมีโครงการ KCapstone เกิดขึ้น”
“พิพิธ เอนกนิธิ” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย สะท้อนแนวคิดและที่มาของโครงการ KCapstone พร้อมกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ธนาคารกสิกรไทยจะรับนักศึกษาฝึกงานเฉพาะบางสายงานเท่านั้น ซึ่ง KCapstone เป็นโครงการฝึกงานครั้งแรกที่เป็นภาพใหญ่ของธนาคารแห่งนี้
“เราพยายามตีโจทย์ว่ารูปแบบการฝึกงานต้องเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะบริบทของสังคม หรือสภาพแวดล้อมของการทำธุรกิจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น จะต้องนำโลกวิชาการกับภาคอุตสาหกรรมมาผสมผสานกัน เป็นการเตรียมพร้อมคนเข้าไปในโลกการทำงานได้อย่างสมบูรณ์”
หากกล่าวโดยย่อถึง KCapstone ต้องบอกว่าเป็นการชวนคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมคิด และร่วมสร้างโซลูชั่นให้กับธนาคารกสิกรไทยที่จะสร้างประโยชน์แบบ win-win กันทั้งสองฝ่าย
เพราะนักศึกษาจะได้เรียนรู้และทำโปรเจ็กต์จริงจากโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการโค้ชจากผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยก็จะได้ไอเดียสดใหม่จากคนรุ่นใหม่ ที่อาจนำมาต่อยอดหรือใช้งานจริงกับธุรกิจได้
สำหรับนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จะรับนักศึกษาชั้นปี 3-4 ที่ศึกษาอยู่ในสาขาเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยการคัดเลือกจะไม่เน้นเกรดเฉลี่ยเป็นหลัก แต่จะยึดอีคิว ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโลกอนาคต
“แน่นอนว่าเครื่องจักรอาจเก่งกว่าคน ดังนั้น คนต้องแสดงศักยภาพหรือทักษะต่าง ๆ ที่สามารถทำงานกับทั้งคนและเครื่องจักรได้ ซึ่งนี่เป็นความท้าทายของระบบการศึกษาที่ต้องสร้างคนให้มีทักษะเหล่านี้ติดตัวไปตลอด”
อย่างไรก็ดี แม้จะเปิดตัวโครงการเป็นครั้งแรก แต่ก็มีนักศึกษาสนใจและสมัครเข้าร่วม KCapstone กว่า 500 คน ซึ่งธนาคารกสิกรไทยรับนักศึกษาจำนวน 55 คน สำหรับการฝึกงานในเดือน มิ.ย.-ก.ค. ตลอดการฝึกงาน นักศึกษาจะได้เจอกับ 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การแชร์ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ และได้เรียนรู้ในห้องเรียนจากกูรูด้านต่าง ๆ ทั้ง design thinking, innovation, create prototype
นอกจากนี้ จะมี project-based learning โดยในแต่ละสัปดาห์จะให้นักศึกษาออกแบบ prototype แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญของกสิกรไทยร่วมคอมเมนต์
ก่อนที่จะนำไอเดียนั้น ๆ ไปพัฒนาต่อ จนสุดท้ายได้ prototype ที่ใกล้เคียงกับโจทย์ที่วางไว้มากที่สุด และทำการ pitching ในสัปดาห์สุดท้ายให้ผู้บริหารของธนาคารกสิกรไทยได้พิจารณา

“การฝึกงานจะเริ่มต้นจากการที่เราปูพื้นฐานข้อมูลต่าง ๆ ของธนาคารกสิกรไทย ทั้งผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์องค์กร ลูกค้า และอื่น ๆ หลังจากนั้น จะบอกเล่า disruption ด้านต่าง ๆ ของแบงก์ เช่น customer behavior, digital tal-ents, digital platform providers โดยมีพนักงานจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล และเป็นพี่เลี้ยงในการพานักศึกษาไปตาม unit ต่าง ๆ เพื่อให้ได้เห็นภาพการทำงานจริง และทำให้เข้าใจโจทย์มากขึ้น”
“เมื่อเราบอกความท้าทายหรือโจทย์ของแบงก์ไปแล้ว หากพวกเขาสนใจเรื่องอะไร ก็จะเจาะลึกลงไปเรื่อย ๆ อย่างคนเรียนด้านสังคมศาสตร์ก็อาจเห็นภาพกว้าง ไม่ได้มองว่าเป็นเฉพาะโจทย์ด้านการเงิน หรือธุรกิจอย่างเดียว แต่สามารถเป็นโจทย์ของสังคมก็ได้ แล้วนำเทคโนโลยีมาช่วย”
โดยนักศึกษาจะได้ทำ sandbox ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือสังคม ซึ่งกลุ่มการทำงานจะผสมผสานกันระหว่างนักศึกษาแต่ละสาขา เพื่อร่วมกันออกแบบ prototype ที่มีความหมายและมีคุณค่า
“พิพิธ” บอกว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้นักศึกษาได้ทำงานกับคนจากหลากหลายสาขา เพื่อเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยการฝึกงานระยะเวลา 2 เดือนนั้น ในแต่ละสัปดาห์จะเป็นเหมือนขั้นบันไดที่สร้างการเติบโต และความพร้อมให้กับนักศึกษาในการเข้าไปทำงานกับภาคอุตสาหกรรม
“การเกิดขึ้นของโครงการ KCapstone ยังเป็นการส่งสัญญาณและกระตุ้นให้วงการการศึกษาต้องปรับตัว เพื่อสร้าง future workforce ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ ซึ่งก็คือคนที่มีความรอบรู้ทั้งสายสังคมศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยทุกอุตสาหกรรมต้องการทาเลนต์แบบนี้เยอะมาก”