รบ.สั่งพาณิชย์ เร่งตรวจสอบสินค้าไม่ได้คุณภาพทะลักเข้าไทย-สวมสิทธิส่งออก หลังสหรัฐแจ้งลิสต์สินค้าเข้าข่าย ‘พิชัย’ แจงเลื่อนเจรจากำแพงภาษี ต้องดูเวลา-ความเหมาะสม เหตุไทยไม่ใช่ประเทศ 10 อันดับแรก ยึดกรอบแนวทางคู่ค้าใหญ่ ชี้ท่าทีจีนสหรัฐมีผลอย่างมาก ภาวนาเป็นไปในทิศทางที่ดี หวังลดคลื่นให้เล็กลง
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุมหารือ เรื่องการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
รมว.คลัง ระบุว่า ได้มีการพูดคุยถึงสินค้าที่ทะลักเข้าไทย ทั้งที่มีคุณภาพและไม่ได้คุณภาพ รวมถึงสินค้าที่ผ่านเข้ามาในไทยและแปรรูปสวมสิทธิว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร
ขณะที่ รมว.พาณิชย์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพและดำเนินคดีไปแล้วกว่า 29,000 คดี ซึ่งจะทำให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน มีการจับนอมินีไป แล้ว 852 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 15,888 ล้านบาท และปัจจุบันก็มีอีก 49,000 กว่าบริษัท ที่มีต่างชาติถือหุ้นอยู่ก็จะเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นการถือนอมินีหรือไม่
ด้านปลัดพาณิชย์ ระบุว่า หลักการในการควบคุมสินค้า คือ ยึดเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคเป็นหลัก โดยดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ และจะมีการตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศอย่างเท่าเทียม โดยยึดหลักมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ทั้งสินค้า อาหาร และยา รวมไปถึงฉลากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องให้ความสำคัญในการระบุฉลากเป็นภาษาไทย
นายพิชัยย้ำว่า เราเน้นย้ำเรื่องคุณภาพสินค้าหากพบ สินค้าที่ต้นทุนต่ำขายราคาถูก และนำไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น TEMU ก็จะไปติดตามว่าสินค้าเหล่านั้นเข้ามาถูกต้องและมีใบรับรองคุณภาพหรือไม่ โดยในส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปตรวจสอบและหากพบว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพสามารถแจ้งเจ้าของแพลตฟอร์มไม่ให้ขายสินค้านั้นได้ และถ้าหากเจ้าของแพลตฟอร์มต้องการขายสินค้าในไทยจะต้องจดทะเบียนในไทยเท่านั้น เพื่อทำให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ
สำหรับเรื่องนอมินี หากตรวจสอบว่ามีคนไทยถือหุ้นไม่เกิน 50% จะต้องตรวจสอบในส่วนนี้ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ดูเรื่องการจดทะเบียนและดูว่าใครเป็นเจ้าของเงินรวมถึงการตรวจสอบการถือครองที่ดิน เพราะโดยปกติจะไม่ให้ต่างชาติถือครอง
นายพิชัย ชุณหวชิร ยังระบุด้วยว่า ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะมีการทบทวนกฎหมาย ให้เป็นสากลมากขึ้น ต้องดูว่าสินค้าและบริการประเภทไหนที่ไม่อนุญาตให้ทำ อาจจะต้องมีการอนุญาตในอนาคตเพื่อทำให้ชาวโลกเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้น แต่จะทำทุกอย่างให้เป็นสากลมากขึ้น
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งได้ทำไปแล้ว คือ เรื่องสินค้าที่ผ่านทางเข้ามาในไทยและนำไปขายที่อื่น หรือนำมาแปลรูปที่ไทยแล้วส่งออกจะต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามประเทศปลายทางที่มีการรับสินค้าไป เช่น สินค้าบางอย่างที่สหรัฐอเมริกาจับตา เข้าข่ายสวมสิทธิก็จะแจงบัญชีรายการมา โดยกระทรวงพาณิชย์ก็จะเข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตและต้องเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน และมีใบรับประกันคุณภาพสินค้าจากไทยจึงจะสามารถส่งผ่านไปได้
ซึ่งปัจจุบันมีการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐ ประจำประเทศไทย พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และดีใจที่มีการทิ้งเวลาการเจรจาภาษีไว้ เพื่อแก้ปัญหาในส่วนนี้ในระดับหนึ่ง ซึ่งทางสหรัฐก็มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่ไทย ประสานงานทำงานร่วมกัน
เท่าที่ตนรับทราบสหรัฐก็มีความพึงพอใจระดับหนึ่ง แม้ว่าปริมาณสินค้าที่ส่งไปสหรัฐ จะมีปริมาณไม่มาก แต่ก็ทำให้ดีขึ้น และนายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องระหว่างประเทศและเป็นปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว จึงได้มอบหมายให้ทุกกระทรวง รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่ง ร่วมกันตรวจสอบหลายเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่เราทำสมเหตุสมผล ไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่ต้อนรับอะไรที่เข้า แต่ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์และกฎหมายไทย วันนี้เราอยู่ในโลกใบนี้ ซึ่งต้องการอยู่แบบเป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายมาว่าให้ดูเรื่องนี้ด้วย
ส่วนเรื่องการตรวจสอบคุณภาพสินค้าจะต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนที่จะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า เรื่องนี้เราได้ดำเนินการทำอยู่แล้ว และสหรัฐได้เห็นกระบวนการที่เราทำ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบไปเรื่อย ๆ และหลังจากนี้อาจจะมีการส่งรายการสินค้าเพิ่ม หรือบางชนิดอาจไม่ต้องตรวจสอบแล้ว แต่เขาพอใจกับวิธีการของเรา เป็นไปตามมาตรฐานที่เขาอยากเห็น
พร้อมเชื่อว่า เป็นผลดี เพราะเป็นไปตามหลักสากลและยุติธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งสินค้าที่ถูกส่งออกไปจากไทย ก็ไม่รู้ว่าได้มาตรฐานหรือไม่ เพราะในโลกนี้ผู้ค้าก็มีการพูดคุยกันในราคาและจำนวนซื้อขาย ต่อให้ไม่มีเรื่องภาษีสหรัฐ ตนก็อยากทำเรื่องนี้อยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอความชัดเจน ว่าการเลื่อนนัดเจรจาภาษีกับสหรัฐ เป็นการเลื่อนนัดหรือไม่ได้นัดตั้งแต่แรก รมว.คลัง ระบุว่า เราเลื่อนหรือเขาเลื่อนไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือเวลาที่เหมาะสมคือคำตอบ หากเวลาไม่เหมาะสมเราก็อยากขอเลื่อน
พร้อมชี้แจง ว่าไทยไม่ใช่คู่ค้าขนาดใหญ่ เป็น 10 อันดับแรก ดังนั้นหากเขาจะเจรจาคงจะต้องเดินตามกรอบของรายใหญ่ ดังนั้นถ้าเรารู้ว่ารายใหญ่เขาตกลงอะไรกันได้ จะได้มีกรอบเพื่อปรับให้เข้ากัน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อยุติ
นายพิชัยยังระบุอีกว่า ตลอดเวลาการเจรจามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทั้งจากการทราบข่าวอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และมีหลาย ๆ เรื่องที่ตนเคยพูดอยู่เสมอว่า การค้าที่เปลี่ยนไปมา ซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และการเงินที่เปลี่ยนแปลง มีผลกระทบกับทุกคน ดังนั้นเมื่อมีการพูดคุยจะต้องคุยเงื่อนไขทางการเงินประกอบ เงื่อนไขทางการค้า จึงดีใจว่าเราแอบคิดไว้ก่อน
เนื่องจากแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ทั้งสถานะทางการเงินและเงื่อนไขทางการเงิน เพราะฉะนั้นตนคิดว่าใครจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน ขอให้ดูว่าวันนี้ครบถ้วนหรือไม่ เมื่อเขาคิดว่าได้กรอบแล้ว แล้วเขาส่งสัญญาณมาว่าอยากคุยกับเรา เราก็จะเดินทางไป ซึ่งการเจรจา 100 กว่าประเทศจะถูกแยกออกเป็น 2 ประเภท ที่อาจแบ่งแยกด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ตามสถานะของแต่ละประเทศ
ส่วนการพูดคุยจะต้องรอท่าทีการหารือระหว่างสหรัฐกับจีนหรือไม่ นายพิชัยระบุว่า เงื่อนไขนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ตนก็เฝ้าจับตา และได้ภาวนาและหวังว่าจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อทำให้คลื่นลูกนี้เล็กลง และทำงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องดูควบคู่กันไป
เมื่อถามถึงเงื่อนไขทางการเงินหากทาง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะสามารถช่วยได้หรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า ดูในเงื่อนไข จากรัฐมนตรีคลังของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นกติกาว่าหากจะทำอะไร หากพูดถึงอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อค่าของเงิน ไม่ควรพูดถึง แต่ก็เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เห็นทุกองค์ประกอบจึงต้องไปคิดเองว่าควรจะทำอย่างไร