เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

3 โซลูชั่น ยกระดับเศรษฐกิจสีเขียว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

11 พ.ค. 2568 | 12:12น.

รายงาน “เศรษฐกิจสีเขียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ฉบับที่ 6 ซึ่งจัดทำโดย Bain & Company, GenZero, Google, Standard Chartered และ Temasek นำเสนอ 3 วิธีการเชิงระบบ (Systems-based Approach) เพื่อปลดล็อกการเติบโต มุ่งเน้นความร่วมมือในระดับเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) ที่จะช่วยให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ

เศรษฐกิจของกลุ่ม SEA-6 (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม) สามารถเพิ่ม GDP ได้สูงสุดถึง 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างงานใหม่ได้ถึง 900,000 ตำแหน่ง และลดช่องว่างการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 50% ภายในปี 2573

APAC และ SEA มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลก โดย APAC คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซทั่วโลก และ SEA คิดเป็น 7.5% ขณะที่ทั้งสองภูมิภาคต่างพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างหนัก

แม้หลาย ๆ ประเทศจะมีการตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2573 ส่วนใหญ่ยังคงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ โดยช่องว่างที่จะบรรลุเป้าหมายของการปล่อยคาร์บอนจะยิ่งมากขึ้นภายในปี 2583 และ 2593 ซึ่ง SEA อยู่ในสถานะที่เปราะบางเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน

“เดล ฮาร์ดคาสเซิล” หุ้นส่วนและผู้อำนวยการร่วมของ Global Sustainability Innovation Center, Bain & Company เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์เดิม ๆ นั้นมองว่าภาวะเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันจะชะลอความคืบหน้าในด้านเศรษฐกิจสีเขียว แต่แท้จริงแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอาจจะเห็นการเร่งตัวของการพัฒนา เมื่อรัฐบาล บริษัท และนักลงทุนปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญ ด้วยการมุ่งเน้นที่โซลูชั่นเชิงระบบที่สามารถขยายผลได้และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง

SEA สามารถกำหนดนิยามใหม่ให้กับเศรษฐกิจสีเขียว พลิกความท้าทายเป็นโอกาส โดยจะต้องขับเคลื่อนสองเป้าหมายควบคู่กัน คือ การลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภูมิภาคนี้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในระยะยาว

รายงานฉบับนี้ระบุว่ามี 3 โซลูชั่นเชิงระบบหลัก ๆ ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตและการลดคาร์บอนใน SEA ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพเพื่อความยั่งยืน, การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้ารุ่นใหม่ และระบบนิเวศเพื่อยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

“เศรษฐกิจชีวภาพ” ถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในกลุ่ม SEA-6 โดยมีสัดส่วนการจ้างงานราว 25-30% ของตลาดแรงงานในสินค้าโภคภัณฑ์หลัก เช่น น้ำมันปาล์ม ยางพารา และข้าว แต่วิธีการทำงานยังมีการปล่อยคาร์บอนและการตัดไม้ทำลายป่าอยู่ประมาณ 30% ของการปล่อยทั้งหมด การเพิ่มคุณค่าในภาคการเกษตรและการใช้ที่ดิน หรือการสร้างคุณค่าจากของเสีย สามารถช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพได้

“โครงข่ายไฟฟ้า” จำเป็นที่จะต้องมีการเร่งขยายและปรับปรุงเพื่อรองรับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน รัฐบาลจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาโครงข่ายผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อช่วยเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

ในส่วนของ “ภาคคมนาคมขนส่งทางถนน” ที่เป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนหลัก อัตราการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังอยู่ในระดับต่ำ กว่า 80% ของการผลิตยานยนต์ยังมุ่งเน้นไปที่เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม

หาก SEA ไม่สามารถตามให้ทันกระแส EV โลกได้ อาจเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต ภูมิภาคจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์คู่ขนาน ทั้งเร่งสร้างอุปสงค์และยกระดับการผลิตภายในประเทศ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการผลิตและขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดังนั้น การพัฒนาคอร์ริดอร์สีเขียว (Green Corridors) สามารถช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของยานพาหนะเชิงพาณิชย์ไปสู่ระบบไฟฟ้าได้ ขณะที่ความร่วมมือระดับ APAC จะยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่า โดยผ่านการลงทุนร่วม และการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ การผลิต EV และระบบชาร์จไฟฟ้า โดยอาศัยวัตถุดิบที่มีอยู่ใน SEA

แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ SEA เดินต่อไปได้ แม้เผชิญความไม่แน่นอนในระดับมหภาค พร้อมปลดล็อกเส้นทางใหม่ในการเติบโตสีเขียว เพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจสีเขียว