เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ปตท.จัดทัพรับแรงกระแทก ศก.วูบ ปรับพอร์ตขายสินทรัพย์กำไรไม่สวย

25 พ.ค. 2568 | 08:59น.
PTT

PTT

ปตท.ตั้งวอร์รูมรับแรงกระแทก ศก.ถดถอยจากทรัมป์เอฟเฟ็กต์ ลงมือปรับพอร์ตสินทรัพย์ เข้มวินัยการเงิน ดูแลคู่ค้า ทบทวนโปรเจ็กต์ไม่ทำกำไร พร้อมแปลงสินทรัพย์เป็นเงิน ชี้มีถึง 15,000 ล้านที่ยังทำกำไรไม่โอเค พร้อมขายตุนเป็นเงินสดให้ได้ 8,000 ล้าน แย้ม “ปิโตรฯ-โรงกลั่น-อินโนบิก” ใกล้รู้ชื่อผู้ร่วมทุน ย้ำชัดพร้อมซื้อก๊าซจากแหล่งอะแลสกา สหรัฐ แต่ไม่เข้าลงทุนแน่นอน

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า ในปี 2568 ปตท.ตั้งเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ล้านบาท ผ่านการปรับพอร์ตสินทรัพย์ (Asset Portfolio) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงในระยะยาว แสวงหาโอกาสเพิ่มกำไร กว่า 8,000 ล้านบาท ให้ความสำคัญกับการแปลงทรัพย์สินเป็นกำไร เนื่องจากในกลุ่มมีทรัพย์สินที่อาจจะทำกำไรได้ไม่เหมาะสม มาแปลงเป็นทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงชะลอตัว มีความเสี่ยงจากการเจรจาการค้า ดังนั้น ปตท.จึงเตรียมรับมือด้านกระแสเงินสด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพกำไรต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน ปตท.ยังเดินหน้าลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยจะทยอยรับรู้จากโครงการกลุ่ม ปตท. เช่น โครงการ MissionX ยกระดับ Operational Excellence เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าทั้งกลุ่ม ปตท. ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2027 มีแผนงานชัดเจนและเริ่มดำเนินการแล้ว โครงการ Axis นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะสร้างมูลค่า 11,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2029

สำหรับความคืบหน้าการหาพาร์ตเนอร์ปิโตรเคมี-โรงกลั่น ยังมองว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจเรือธงของ ปตท. และยังต้องถือหุ้นใหญ่อยู่ โดยการหาพาร์ตเนอร์กลุ่มโรงกลั่น คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ ขณะที่บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด อยู่ระหว่างเจรจา และมีความก้าวหน้าเช่นกัน

“ยืนยันว่าทุกบริษัทลูก หากมีสินทรัพย์อะไรที่ต้องแปลงเป็นทุนได้ก็ต้องช่วยกันดู อันไหนดีควรขายก็ขาย หรือหาคนมาช่วยดูแล รูปแบบพาร์ตเนอร์ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะต้องเพิ่มทุนหรือไม่ ทั้งไทยออยล์ IRPC และ GC”

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบสงครามการค้าจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปตท.ได้ตั้ง War Room ขึ้นมาเตรียมรับมือเศรษฐกิจถดถอยครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.Strategy ทบทวนกลยุทธ์เดิมพร้อมพิจารณาความท้าทายใหม่ พบว่ากลยุทธ์กลุ่ม ปตท.มาถูกทาง เหมาะสม สามารถรับมือกับปัจจัยภายนอกได้ เพียงแต่บางเรื่องต้องเร่งให้เร็วขึ้น เช่น การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. 2.Financial Management รักษาวินัยการเงิน บริหารต้นทุนการเงิน เสริมสภาพคล่องกระแสเงินสด รักษาระดับ Credit Rating 3.Supply Chain & Customer ดูแลคู่ค้า ลูกค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องตลอด Supply Chain พร้อมเร่งดำเนินโครงการสร้างมูลค่าเพิ่ม 4.Project Management ทบทวนความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Asset Monetization) ของ Flagship 5.Communication สื่อสารและสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง

ส่วนแผนเจรจาของรัฐบาลในการต่อรองกำแพงภาษีทรัมป์นั้น ปตท.ได้ดำเนินการ 2-3 โครงการ ได้แก่ นำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG ประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา 15 ปี ขณะเดียวกัน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ทำสัญญาซื้อขายปิโตรเคมี (อีเทน) จำนวน 400,000 ตัน มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา 15 ปี ขณะที่โครงการ Alaska LNG ปตท.มองว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากระยะทางใกล้กว่าแหล่งอื่นในสหรัฐ ปตท.อาจจะเข้าไปซื้อแต่จะไม่เข้าไปลงทุน

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนทิศทางการบริหารใน 2 เรื่องหลัก คือ เน้นธุรกิจ Hydrocarbon ที่ถนัด ปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่ และเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 23,315 ล้านบาท นำส่งรายได้เข้ารัฐในรูปแบบภาษี 7,256 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปตท.ยังเร่งแสวงหา Strategic Partner เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีกับ ปตท. และ Flagship โดย ปตท.ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปรับพอร์ตธุรกิจ Nonhydrocarbon ทั้งนี้ ปตท.มีแนวทางการลงทุนในธุรกิจ Nonydrocarbon ดังนี้ 1) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ EV Value Chain ปตท.จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจบรรจุกระแสไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และปรับโครงสร้างธุรกิจลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Horizon Plus และธุรกิจที่มีความเสี่ยง 2) ธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่ง ปตท.ออกจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของกลุ่ม 3) ธุรกิจ Life Science ปรับพอร์ตมุ่งเน้นเฉพาะ Pharmaceutical และ Nutrition มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ และสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทางการเงิน (Self-funding)

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน กลุ่ม ปตท.ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกันทั้งกลุ่ม ปตท.

โดยมีความก้าวหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) รวมถึงพัฒนา CCS Hub Model เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลเทคโนโลยี CCS ระดับประเทศในอนาคต สำหรับการศึกษาด้านธุรกิจไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรทั้งในด้านการจัดหาไฮโดรเจนและแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ และการประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้า เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลเชิงธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ของประเทศไทยในอนาคต