Skip to content

วรภพ แนะ แนวทางรัฐปม Duty Free ไม่หนุนเอกชนทำธุรกิจแบบ “เสียไม่จ่าย ได้จะเอา”

23 มิ.ย. 2568 | 11:02น.
วรภพ แนะ แนวทางรัฐปม Duty Free ไม่หนุนเอกชนทำธุรกิจแบบ “เสียไม่จ่าย ได้จะเอา”

สส. พรรคประชาชน โพสต์ ปมสัญญา Duty Free อาจทำรายได้ลด 5,000 ล้านบาทต่อปี แนะ รัฐบาลยึด Bank Guarantee 11,000 ล้านบาท และเปิดประมูลสัมปทานใหม่โดยเร็ว ไม่อุ้มเอกชนทำธุรกิจแบบ “เสียไม่จ่าย ได้จะเอา” ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก 

วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความถึงกรณีการทำธุรกิจของเจ้าสัวไทย ใจความว่า กรณีการยกเลิกสัญญา Duty Free ของ King Power และ AOT ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าขอเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญา

ในการเจรจานี้ถ้ารัฐ หรือ AOT ยอมรับข้อเสนอ ก็มีการประเมินว่า รายได้ของ AOT อาจจะลดลงประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง AOT ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของรัฐ หมายความว่า กำไรคือรายได้ของประชาชนทุกคนและจะเป็นการย้ำบรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย ว่าเอกชนสามารถเสนอผลตอบแทนสูง ๆ เพื่อให้ชนะการประมูลสัมปทานรัฐมาก่อน แล้วค่อยมาขอเจรจาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขภายหลังถ้าขาดทุน

สิ่งที่รัฐควรทำคือการยึดประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก คือ การยึด Bank Guarantee 11,000 ล้านบาท และเปิดประมูลสัมปทานใหม่โดยเร็ว จะเป็นหนทางที่เป็นประโยชน์กับรัฐมากที่สุด และการใช้สิทธิตามสัญญานี้อาจเป็นกลไกที่ทำให้เอกชนตระหนักถึงความจริงจังของภาครัฐในการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าที่จะยอมแก้ไขสัญญา

ข้อความฉบับเต็ม :

จากข่าวการขอยื่นเจรจาเพื่อยกเลิกสัญญา Duty Free 5 สนามบิน ต่อ AOT ที่ทำให้มูลค่าหุ้น AOT ลดลงมาแล้ว 15% หรือ 67,857 ล้านบาท ภายใน 2 วัน ซึ่งชัดเจนว่าเป้าหมายคือการขอเจรจาแก้ไขสัญญา เพื่อลดการจ่ายผลตอบแทนให้ AOT เป็นเรื่องมหากาพย์ที่ต้องติดตาม ว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนครั้งใหญ่อีกหรือไม่

การแก้ไขสัญญาสัมปทาน Duty Free ไม่ใช่ครั้งแรก ตั้งแต่มีการประมูลสัมปทาน Duty Free เมื่อปี 2562 ซึ่งให้เอกชนประมูลแข่งกันเสนอ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่เรียกว่า Minimum Guarantee ซึ่งในการประมูลนี้ กลุ่มทุนที่ชนะประมูลยื่นข้อเสนอสูงสุดที่ 23,548 ล้านบาทต่อปี (หรือจ่ายผลตอบแทน 20% ของรายได้ แล้วแต่ค่าใดจะมากกว่า) ตลอดอายุสัญญา 10 ปี

ซึ่งหมายความตอนประมูล เอกชนต้องรับความเสี่ยงเอง ถ้านักท่องเที่ยวมาน้อยหรือเอกชนสร้างรายได้น้อยกว่าที่เอกชนคาดการณ์ตอนยื่นประมูล และช่วงโควิด-19 ก็มีการแก้ไขสัญญาและลดเงื่อนไขการจ่ายไปแล้ว 9 ครั้ง

โดยที่สำคัญ คือ เปลี่ยนไปใช้สูตรผลตอบแทนขั้นต่ำ Minimum Guarantee “ต่อหัวผู้โดยสาร” แทนที่ “เงินก้อน (23,548 ล้านบาท)” และแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่เอกชน Duty Free ก็ยังคงขาดทุน (งบการเงินปี’66 ขาดทุน 651 ล้านบาท) จึงเสนอขอเจรจาแก้ไขสัญญาอีกครั้ง

และระหว่างเจรจาจะขอจ่ายเฉพาะ 20% ของรายได้ โดยไม่อ้างอิงผลตอบแทนขั้นต่ำต่อจำนวนผู้โดยสารด้วย ! คือ ไม่จ่ายแล้วผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัวผู้โดยสารที่แก้ไขสัญญาไปช่วงโควิด

ถ้ารัฐ (AOT) ยอมรับข้อเสนอแก้ไข-ยกเลิกการจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัวผู้โดยสารเหลือเพียง 20% ของรายได้เท่านั้น ก็มีการประเมินว่า รายได้ของ AOT อาจจะลดลงประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อสาธารณะ เพราะอย่าลืมว่า AOT มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือกระทรวงการคลัง ถือหุ้น 70% หรือหมายความว่า กำไรของ AOT คือรายได้ของประชาชนทุกคน

และจะเป็นการย้ำบรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย ว่าเอกชนสามารถเสนอผลตอบแทนสูง ๆ เพื่อให้ชนะการประมูลสัมปทานรัฐมาก่อน แล้วค่อยมาขอเจรจาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขภายหลังถ้าขาดทุน เพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทยที่เจ้าสัวไทยทำแบบนี้ เช่น ตัวอย่าง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่ประมูลมาแล้ว 6 ปี แต่ไม่ยอมก่อสร้าง เพื่อหวังจะมาเจรจาแก้ไขสัญญาทีหลัง

สิ่งที่รัฐ หรือ AOT ควรทำคือการยึดประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก คือ การยึด Bank Guarantee 11,000 ล้านบาท ที่ยื่นมาตอนลงนามสัญญา และเปิดประมูลสัมปทานใหม่โดยเร็ว จะเป็นหนทางที่เป็นประโยชน์กับรัฐมากที่สุด และการใช้สิทธิตามสัญญานี้อาจเป็นกลไกที่ทำให้เอกชนตระหนักถึงความจริงจังของภาครัฐในการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าที่จะยอมแก้ไขสัญญาให้กับการทำธุรกิจแบบที่ว่า “เสียไม่จ่าย ได้จะเอา”

ชวนติดตามมหากาพย์ สัมปทาน Duty Free ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังจะแก้ไขสัญญาเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผูกขาดเจ้าสัวไทยกันอีกครั้ง ต่อจากเรื่องการสานต่อการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม, การแก้ไขสัญญารถไฟ 3 สนามบิน ถ้าประชาชนไม่สนใจ ก็จะเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลกำลังจะเอาเงินของประชาชนทุกคนมาอุ้มเจ้าสัวอีกครั้ง