Skip to content

สส.ปชน. ตั้งคำถาม “TH-AI Passport” งบฯ 1.6 พันล้าน

04 มิ.ย. 2569 | 18:18น.
สส.ปชน. ตั้งคำถาม “TH-AI Passport” งบฯ 1.6 พันล้าน

โครงการ TH-AI Passport โครงการของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชน ด้วยงบประมาณในการทำโครงการที่สูงถึงกว่า 1.6 พันล้านบาท เพื่อนำ AI ระดับพรีเมี่ยม/โปร จากผู้พัฒนาชั้นนำให้ประชาชนได้ใช้งานฟรี

สิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโครงการนี้ คือ เรื่องการใช้งบประมาณที่สูง เมื่อเทียบกับโครงการของหน่วยงานอื่นที่เริ่มก่อนหน้านี้ แต่ใช้งบฯ เพียงหลักล้านบาทเท่านั้น จนถึงเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณเพื่อเดินหน้าโครงการดังกล่าว

เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย. 69) ในรายการ The Politics ข่าวบ้านการเมือง ทางมติชนทีวี ได้มีโอกาสคุยกับ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงประเด็นของโครงการดังกล่าว โดยสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

สเปก AI ไม่ได้มาตรฐาน

ประเด็นสเปก AI เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยภาวุธได้ตรวจสอบรายละเอียด TOR ของโครงการฯ พบว่าระบบดังกล่าวเป็นเพียง AI Chatbot ธรรมดาที่มีความสามารถเทียบเท่ากับเทคโนโลยีเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งไม่มีฟีเจอร์ระดับสูงอย่าง Deep Research หรือการสร้างวิดีโอ นอกจากนี้ AI แบบใช้งานฟรีในปัจจุบันยังมีประสิทธิภาพดีกว่า

ที่น่าตกใจคือ OKMD หรือสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีการจัดทำโครงการที่มีระบบและหน้าตาคล้ายคลึงกัน มี AI ให้เลือกใช้หลายตัว แต่กลับใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาทเท่านั้น

ส่วนตัวเลขกลุ่มเป้าหมาย 5 ล้านคนนั้น มาจากการนำงบกองทุนที่เหลืออยู่ประมาณ 1,500 ล้านบาท ไปหารกับค่าต้นทุน AI ที่ประเมินไว้หัวละ 300 บาท จึงได้ตัวเลขที่ 5 ล้านคนพอดี

‘Token’ ช่องโหว่ฟันกำไร

อีกหนึ่งส่วนที่น่าสนใจและยังมีช่องโหว่ให้ผู้รับเหมาทำกำไรมหาศาล นั่นคือ ค่าประมวลผลหรือ “Token” ซึ่ง Token เปรียบเสมือนน้ำมันที่ทำให้ AI ทำงานได้

ใน TOR มีการจำกัดการรองรับผู้ใช้งานไว้เพียง 140 คนต่อวินาที เมื่อนำมาคำนวณการประมวลผลแบบเต็มพิกัดตลอดทั้งปี พบว่าจะมีต้นทุนการใช้ Token จริงเพียง 300 กว่าล้านบาทเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อนำไปหักลบกับงบประมาณในส่วนของ AI ที่ตั้งไว้ 1,500 ล้านบาท ผู้ชนะการประมูลจะมีช่องว่างในการฟันกำไรส่วนต่างเข้ากระเป๋าได้สูงถึง 1,119 ล้านบาท รวมถึงยังพบการตั้งงบประมาณแฝงที่สูงผิดปกติ เช่น การสร้างแพลตฟอร์ม E-learning เพียงระบบเดียวในราคาสูงถึง 19 ล้านบาท

โยง “นายทุนสีน้ำเงิน”

ขณะที่ข้อกำหนดของ TOR มีการบังคับให้โครงการต้องซื้อป้ายโฆษณาหน้าจอในร้านสะดวกซื้อ 1,600 สาขา รวม 4,000 จอ ซึ่งผู้ที่ชนะการประมูลโครงการนี้ก็บังเอิญเป็นเจ้าของสัมปทานสื่อหน้าจอในร้านสะดวกซื้อดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยพฤติกรรมส่อฮั้วประมูลของกลุ่ม “นายทุนสีน้ำเงิน” โดยกระบวนการเริ่มต้นจากการให้เอกชน 3 บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันเบื้องหลัง มาเป็นผู้เสนอราคากลาง ซึ่งทั้ง 3 บริษัทพร้อมใจกันเสนอราคาที่ 1,500-1,600 ล้านบาท เพื่อดันให้ราคากลางไปชนกับงบกองทุนที่มีอยู่พอดี

จากนั้นจึงเร่งรีบเปิดขายซองประมูลในช่วงวันหยุดคริสต์มาส โดยให้เวลายื่นซองเพียง 30 กว่าวัน และท้ายที่สุด หนึ่งในบริษัทที่ร่วมทำราคากลางก็คือผู้ชนะการประมูล โดยมีบริษัทอื่นเข้าร่วมเป็นเพียงคู่เทียบหรือไม้ประดับ

ที่มางบฯ พันล้าน

ส่วนที่มาของงบประมาณพันกว่าล้านนี้ อิสริยะ อธิบายว่าเป็นเงินจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund)” ซึ่งดึงรายได้มาจาก กสทช. ทำให้ถือเป็นเงินนอกงบประมาณและไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา

สิ่งที่เกิดเป็นข้อครหา “ชงเองกินเอง” คือ กระทรวงดีอี เป็นผู้ยื่นเรื่องขออนุมัติเงินจากกองทุนนี้ ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เองก็มีตำแหน่งนั่งเป็นรองประธานบอร์ดของกองทุนนี้โดยตำแหน่ง

ความเสียเปรียบการใช้ “คนกลาง”

อิสริยะ ยังแสดงความกังวลถึงความเสียเปรียบในการบริหารจัดการเทคโนโลยีระดับชาติ โดยยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ที่รัฐบาลดำเนินการเจรจาโดยตรงกับบริษัท AI ระดับโลกจนได้ศูนย์วิจัยมาตั้งในประเทศ

แต่รัฐบาลไทยกลับใช้วิธีนำเงินงบประมาณไปจ้างบริษัทผู้รับเหมาไอทีคนกลาง เพื่อให้ไปกว้านซื้อบริการมาขายต่อให้คนไทยอีกทอดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว การใช้งานผ่านโปรแกรมที่คนกลางสร้างครอบไว้อีกชั้น ยังอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกผู้รับเหมาเข้าถึงได้อีกด้วย