ธปท.เตือนบาทผันผวนยาว ชี้เอ็นพีแอล “เอสเอ็มอี-รายย่อย” ทรงตัว-
ธปท.ชี้เทรนด์อ่อนตามภูมิภาค เตือนรับมือผันผวน เผยหนี้เสียเอสเอ็มอี-รายย่อย “ทรงตัว” กกร.เพิ่มเป้าส่งออก 10%
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในระยะนี้ถือว่าทิศทางอ่อนค่า ซึ่งเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับภูมิภาค เนื่องจากมีความกังวลการกีดกันทางการค้า ทำให้ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ค่าเงินในภูมิภาคปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะค่าเงินหยวนของจีนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนในระยะข้างหน้า ตลาดเงินตลาดทุนยังมีความผันผวนระดับสูงต่อไป จึงต้องระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงค่าเงินให้ดี
“ค่าเงินบาทยังเป็นสภาวะที่ผันผวนสูงต่อเนื่องไปอีกระยะ เพราะขณะนี้หลายประเทศมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับสหรัฐที่มีสัญญาณปรับขึ้นต่อเนื่อง ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็หยุดการซื้อพันธบัตร และปีหน้าอาจมีการปรับดอกเบี้ยได้ ส่วนเรื่องกีดกันทางการค้า เราก็ยังไม่เห็นข้อยุติ และในช่วงปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ดังนั้นก็อาจเป็นประเด็นให้ค่าเงินผันผวนต่อ เราจึงวางใจไม่ได้”
แต่โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะนี้ไม่ห่วง และถือว่าผันผวนน้อยกว่าบางประเทศ เพราะไทยมีฐานะการเงินเข้มแข็ง ขณะที่ทุนสำรองมีค่อนข้างสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดก็เกินดุลอยู่ในระดับสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ทำให้ไม่ค่อยอ่อนไหวในเวลาเงินไหลออกในบางช่วง
ส่วนมาตรการป้องปรามเก็งกำไรค่าเงินบาทยังจำเป็นหรือไม่นั้น นายวิรไทกล่าวว่า มาตรการต่าง ๆ ก็ควรจะมีไว้ ส่วนการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (บอนด์) จะกลับไปสู่ระดับเดิมที่ 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึึ่งจะต้องประเมินสถานการณ์ในแต่ละช่วง ที่ขึ้นกับความต้องการและปริมาณการออกบอนด์ของภาครัฐด้วย
นายวิรไทกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีต่อเนื่อง เพราะส่งออก การท่องเที่ยว ขยายตัวได้ดี ขณะที่เริ่มเห็นการบริโภค การลงทุนในประเทศ ตลอดจนสินเชื่อที่แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวภายในประเทศมากขึ้นทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงได้ปรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 4.4%
ส่วนหนี้เสียของกลุ่มเอสเอ็มอีและรายย่อยเห็นสัญญาณทรงตัวมากขึ้น รวมถึงการตกชั้นหนี้ด้วย ทำให้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เอ็นพีแอลทรงตัวอยู่ที่ 2.9%
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.ได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีของปีนี้ใหม่ เป็น 4.3-4.8% จากเดิม 4-4.5% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็น 7-10% จากเดิม 5-8% และเงินเฟ้อทั่วไปเป็น 0.9-1.5% จาก 0.7-1.2% เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกยังโตต่อเนื่อง แม้จะมีปัญหาจากการตอบโต้ทางการค้าก็ตาม
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังยังคงกังวลความผันผวนนโยบายการค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อค่าเงินบาทและอาจมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน
นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ขอให้ภาครัฐเตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์ความไม่แน่นอนสงครามการค้าด้วย โดยหาช่องทางผลักดันการส่งออกไปตลาดใหม่ทดแทน และผลักดันการเจรจาการค้าเสรี FTA และกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างเจรจา
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
