Skip to content

เผย 5 จังหวัดแชมป์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก

06 ก.ย. 2568 | 10:30น.
เผย 5 จังหวัดแชมป์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“กรุงเทพฯ-ชลบุรี” ปล่อยก๊าซเรือนกระจกพุ่ง ไทยเจอโจทย์ใหญ่ต้องลด 30 ล้านตันสู่เป้า Net Zero อบก.เผย กทม.นำโด่ง แชมป์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากกว่า 40 ล้านตันคาร์บอน ส่วน “ชลบุรี-สระบุรี-ระยอง-สมุทรปราการ” ตามมาติด ๆ ชี้ไทยเจอโจทย์ใหญ่เป้า Net Zero ต้องได้ 120 ล้านตัน ขณะที่ตอนนี้ทำได้แค่ 91 ล้านตัน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกนอกภาคผนวกที่ 1 ของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีพันธกรณีสำคัญในการจัดทำและจัดส่งรายงานแห่งชาติ และรายงานความก้าวหน้ารายสองปีต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC ขณะเดียวกันยังเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงปารีส ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจัดส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปี เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับประเทศไทย รายงาน BUR ฉบับที่ 4 ได้จัดส่งต่อ UNFCCC เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 โดยแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2562 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 280,728.34 จิกะกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือราว 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก

แม้สัดส่วนดังกล่าวจะไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรม แต่สำหรับประเทศไทยการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 ยังคงเป็นโจทย์ท้าทาย โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หลักของประเทศ

จากรายงานสรุปข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ 77 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 5 จังหวัดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร จากข้อมูลปีฐาน 2556 ภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด มีการปล่อยมากกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยกรุงเทพฯมีประชากรตามทะเบียนราว 5.4 ล้านคน และเมื่อรวมประชากรแฝงแล้วเกินกว่า 10 ล้านคน ส่งผลให้การผลิตและการบริโภค โดยเฉพาะภาคพลังงานและการขนส่ง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกว่า 80% ของทั้งหมด

อันดับ 2 ชลบุรี หนึ่งในจังหวัดระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่น มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 24 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

อันดับ 3 สระบุรี เมืองแห่ง “โรงปูน” ของประเทศ มีแหล่งผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งใช้พลังงานมหาศาลในการเผาหินปูน นับเป็นกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากกระบวนการผลิตและปฏิกิริยาเคมี และจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมาก มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากกว่า 22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

อันดับ 4 ระยอง อาณาจักรปิโตรเคมีของประเทศ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ และโรงงานเคมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงและกระบวนการผลิตรวมมากกว่า 18 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

และอันดับ 5 สมุทรปราการ เมืองอุตสาหกรรมหนักแนวชายฝั่ง มีความหลากหลายของอุตสาหกรรม ตั้งแต่เหล็กกล้า อิเล็กทรอนิกส์ จนถึงโรงงานเคมีจำนวนมาก อีกทั้งยังใกล้กรุงเทพฯ จึงมีทั้งโรงงานและประชากรอาศัยหนาแน่น การขนส่ง การใช้พลังงานในอาคาร และการจราจร มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากกว่า 14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ส่วน 5 จังหวัดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดหรือบรรลุ Net Zero แล้ว ได้แก่ 1.เพชรบุรี มีพื้นที่ป่าราว 64% ของพื้นที่จังหวัด โดยเฉพาะป่าแก่งกระจาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยคาดการณ์ว่าสามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 16.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 2.กาญจนบุรี ผืนป่าตะวันตกของไทย โดยมีพื้นที่ป่าราว 67% หรือประมาณ 5.8 ล้านไร่ สามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้ราว 5.86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

3.น่าน ในอดีตน่านจะเคยเผชิญกับปัญหาบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพด แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความพยายามฟื้นฟูป่าอย่างจริงจัง จนพื้นที่ป่าปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 60% หรือประมาณ 4.2 ล้านไร่ ดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 4.แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทย คิดเป็น 85% หรือราว 7.3 ล้านไร่ แต่ป่ากว่า 40% อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม จากทั้งการบุกรุกเพื่อทำเกษตรและไฟป่าซ้ำซาก แต่หากฟื้นฟูได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่ป่าของแม่ฮ่องสอน สามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า 4.92 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

5.เชียงใหม่ มีพื้นที่ป่าประมาณ 60% ทั้งป่าธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ เช่น ดอยอินทนนท์ และป่าชุมชนรอบพื้นที่เกษตร มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า 3.94 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อย่างไรก็ดี เมื่อรวมพื้นที่ป่าทั้งประเทศแล้ว พบว่าศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่เพียง 91 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่เป้าหมายระดับประเทศเพื่อบรรลุ Net Zero กำหนดไว้ที่ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

NET ZERO ก๊าซเรือนกระจก