ส่องเสียงสะท้อน นักวิชาการ-นักการเมือง หลังศาล รธน.ปิดทางประชาชนเลือก สสร.โดยตรง
ส่องเสียงสะท้อนคนดัง-นักวิชาการ-นักการเมือง หลังศาล รธน.ปิดทางประชาชนห้ามเลือก สสร.โดยตรง
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยกรณีประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (1)(2) เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยศาลเห็นว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติ รวม 3 ครั้ง ได้แก่
1.ประชามติถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่
2.ประชามติถามถึงวิธีการและเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญใหม่
3.ประชามติภายหลังรัฐสภายกร่างเสร็จว่าเห็นชอบหรือไม่
ทั้งนี้ ประชามติครั้งที่ 1 และ 2 สามารถจัดพร้อมกันได้ อย่างไรก็ตาม ศาลยังวินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้
นักวิชาการชี้ย้อนแย้ง-ทำให้ศาลกลายเป็นผู้กำหนดกติกา
ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความระบุว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวคือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ยังไม่ก้าวพ้นความหวาดระแวงและการควบคุมเชิงสถาบัน การห้ามประชาชนเลือก สสร. โดยตรงถือเป็นการลดทอนหลักอธิปไตยของปวงชน และทำให้ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญใหม่ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น
เขาย้ำว่าศาลมิได้เพียงตีความกฎหมาย แต่กลับ “สร้างกติกาใหม่” ทำให้บทบาทของศาลกลายเป็นผู้กำหนดภูมิทัศน์การเมือง มากกว่าจะเป็นผู้พิทักษ์ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ
ด้าน รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ คณะรัฐศาสตร์ มธ. เห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวแม้สะท้อนการให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน แต่กลับมีความย้อนแย้ง เนื่องจากตัดสิทธิประชาชนในการเลือก สสร.โดยตรง ซึ่งอาจทำให้ศาลถูกมองว่าเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการจัดทำรัฐธรรมนูญเอง นอกจากนี้ การบังคับทำประชามติ 3 ครั้งอาจทำให้กระบวนการยืดเยื้อ
ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เสนอให้รวมประชามติครั้งที่ 1 และ 2 เป็นคำถามคู่ เช่น ถามว่าประชาชนเห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และเห็นด้วยกับวิธีแก้ ม.256 ที่แนบมาหรือไม่ เพื่อย่นระยะเวลา คาดว่ากระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาประมาณ 2 ปี
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราสามารถทำคู่ขนานกับการยกร่างใหม่ โดยไม่ต้องทำประชามติ เช่น มาตรา 90 เรื่องระบบบัตรเลือกตั้ง พร้อมเสนอให้พรรคการเมืองตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดคำถามประชามติที่ไม่ขัดคำวินิจฉัย
พรรคเพื่อไทย พร้อมปรับวิธีเดินหน้า รธน.ใหม่
ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่าพรรคยังยืนยันเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แม้ต้องเผชิญอุปสรรค โดยเตรียมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 เพื่อกำหนดขั้นตอนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย ทั้งนี้การเลือก สสร. คงทำโดยตรงไม่ได้ แต่อาจเลือกโดยอ้อมผ่านรัฐสภาหรือการแต่งตั้ง กมธ.
นายจาตุรนต์ ฉายแสง เสริมว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมมือกับทุกพรรคเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเพื่อให้การทำประชามติ 2 ครั้งแรกสามารถรวมเป็นครั้งเดียว ลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่จริงใจต่อกระบวนการนี้
ปิยบุตร : ศาลแย่งอำนาจสถาปนา รธน.จากประชาชน
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้เสมือนการประกาศว่า “ศาลรัฐธรรมนูญคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ทั้งที่ตามหลักการแล้ว ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุด เขาตั้งคำถามว่าทำไมรัฐสภาต้อง “ยื่นดาบ” ให้ศาล และชี้ว่าหากรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขมากมาย ก็ไม่อาจเป็น “รัฐธรรมนูญใหม่โดยแท้” แต่เป็นเพียงส่วนต่อขยายของรัฐธรรมนูญ 2560
พรรคประชาชน ดันประชามติรอบแรกควบคู่เลือกตั้ง
พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ย้ำเป้าหมายหลักตามข้อตกลงกับพรรคภูมิใจไทยคือต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร.จากการเลือกตั้ง แม้ศาลวินิจฉัยปิดทางเลือกตรง แต่ยังเชื่อว่าสามารถออกแบบกลไกให้ สสร. จัดทำร่างส่งรัฐสภา ก่อนนำไปทำประชามติได้
พรรคเสนอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 โดยเร็ว เพื่อให้ประชามติรอบแรกสามารถจัดควบคู่กับการเลือกตั้งทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลัง ครม.ใหม่เข้าทำงาน
ภูมิใจไทยตั้งคณะทำงานเตรียมประชามติ
ด้านพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งคณะทำงานนำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ เพื่อเตรียมรายละเอียดการทำประชามติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีหน้าที่ศึกษา พ.ร.บ.ประชามติ และจัดทำกรอบระยะเวลาการดำเนินการ เพื่อเปิดทางสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
พริษฐ์ เผย 3 พรรคใหญ่เห็นพ้อง เดินหน้าร่าง รธน.ใหม่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เปิดเผยว่า 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย เห็นตรงกันใน 3 ประเด็นคือ
1.ทำประชามติ 2 รอบ-รอบแรกถามควรมี รธน.ใหม่หรือไม่ และเห็นชอบการแก้ ม.256 หรือไม่ ส่วนรอบสองถามเห็นชอบร่างใหม่ทั้งฉบับหรือไม่
2.สามารถจัดประชามติรอบแรกควบคู่กับการเลือกตั้งในช่วงยุบสภา ภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย คาดทันปลาย ม.ค. 2569
3.แต่ละพรรคจะยื่นโมเดลร่างแก้ไขหมวด 15/1 ของตนเองต่อ กมธ. ภายในสัปดาห์หน้า
นายพริษฐ์ย้ำว่า การเดินหน้าต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาอย่างน้อยหนึ่งในสาม และเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเร่งเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็มเพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานต่อได้ชัดเจน




