เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (3 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.25 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (3 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.25 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
สภาพอากาศวันนี้ (3 ก.ค.) อุตุฯ เตือนฝนถล่ม 4 ภาค หนักถึงหนักมาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
News สภาพอากาศวันนี้ (3 ก.ค.) อุตุฯ เตือนฝนถล่ม 4 ภาค หนักถึงหนักมาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
ราคาน้ำมันวันนี้ (3 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (3 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (3 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 2.4% อยู่ที่ 61,338 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (3 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 2.4% อยู่ที่ 61,338 เหรียญสหรัฐ
เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
EV เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
“อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
Politics “อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
Politics อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
“ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
Politics “ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
Biz Movement NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
News จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ กูรู VI เผยกลยุทธ์ลงทุนที่ AI จินตนาการสู้คนยังไม่ได้

13 ก.ย. 2568 | 17:24น.
ดร.นิเวศน์ กูรู VI เผยกลยุทธ์ลงทุนที่ AI จินตนาการสู้คนยังไม่ได้

ดร.นิเวศน์ กูรู VI เผยกลยุทธ์ลงทุนที่ AI จินตนาการสู้คนยังไม่ได้

ดร.นิเวศน์ กูรู VI ชี้ AI เป็นความก้าวหน้าในการลงทุน มองเป็นความเสี่ยงของคนที่ลงทุนระยะสั้น พร้อมเผยทางรอดกลยุทธ์การลงทุนที่ปัญญาประดิษฐ์จินตนาการสู้คนยังไม่ได้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เขียนบทความเรื่อง “จาก VI สู่ AI เทรดเดอร์อัจฉริยะ” ลงในเพจสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยระบุว่า “สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ AI ที่จะสามารถเข้ามาแทนที่คนในธุรกิจต่าง ๆ   พบว่าวงการเงินซึ่งรวมถึงธนาคาร  การประกัน  และหลักทรัพย์นั้น  อยู่ในระดับสูงมากถึงระดับ 50% ไปแล้ว  โดยที่ธุรกิจหลักทรัพย์  ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการบริหารทรัพย์สินและการลงทุนนั้นอยู่ที่ประมาณ 40%”

“การลงทุนและการเทรดหลักทรัพย์ของผู้บริหารกองทุนต่าง ๆ  ทั่วโลก ในปัจจุบันนั้น  ผมคิดว่าทำโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์น่าจะมากกว่า 50% ไปแล้ว  บางแห่งอาจจะสูงเป็นกว่า 90% ไปแล้วก็ได้  เพราะแม้แต่ในตลาดหุ้นไทยเอง  โปรแกรมเทรดดิงกลายเป็นผู้เล่นหลักในแต่ละวัน  คือเทรดมากกว่ากลุ่มอื่นทั้งหมด  ว่าที่จริงในตลาดอย่างในสหรัฐนั้น  ผมเชื่อว่าคนที่ซื้อขายในตลาดส่วนใหญ่กลายเป็น “เครื่องจักร” หรือหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่นี้เป็นหลัก  โดยเครื่องจักรที่ว่าก็คือคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น  AI ที่คิดแทนคนในการตัดสินใจสั่งซื้อ-สั่งขาย”

“หลักคิดหรือกลยุทธในการลงทุนในยุคที่คอมพิวเตอร์และ AI มีบทบาทนำในปัจจุบันนั้น  ก็เป็นการลงทุนหรือการเทรดหลักทรัพย์ที่เน้นความรวดเร็วและออกแนวเก็งกำไรเป็นหลัก  และแนวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากก็คือสิ่งที่เรียกว่า  ”Quant” หรือการวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณหรือข้อมูลที่เป็นตัวเลขเป็นหลัก”

“พวก Quant ก็คือคนที่ประยุกต์สถิติทางคณิตศาสตร์ระดับสูงกับตัวเลขในตลาดการเงินโดยใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์และ AI เข้าไปคำนวณเพื่อมองหารูปแบบและแนวโน้มของราคาหลักทรัพย์  โดยที่โปรแกรมจะถูกออกแบบมาให้ทำการซื้อ-ขายอย่างอัตโนมัติตามกลยุทธที่จะทำให้สามารถทำกำไรได้”

“ความสำเร็จและการขยายตัวของพวก Quant นั้น  ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และถึงวันนี้น่าจะเป็น  “กระแสหลัก” ไปแล้ว  และแน่นอนว่า  เหนือกว่าการลงทุนแบบ “VI” ที่เคยโดดเด่นและดังมานานอานิสงส์จากการสนับสนุนและรับรองโดย วอเร็น บัฟเฟตต์  นักลงทุนมือหนึ่งของโลกที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมโดยมีผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 20% ติดต่อกันประมาณ70 ปี”

“ความสำเร็จและความนิยมของ Quant นั้น  ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งก็คงมาจากตัวนักลงทุนที่เป็นผู้นำเช่นกัน  ซึ่งก็คือ  Jim Simons ผู้บริหารของ Renaissance Technologies ซึ่งบริหารกองทุนหลักคือ “Medallion Fund” ตั้งแต่ปี 1988-2018 เป็นเวลา 30 ปีและได้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึง 66% ต่อปี  และถ้าหักค่าธรรมเนียมค่าบริหารก็ยังให้ผลตอบแทนถึงปีละ 39% เหนือกว่าผลตอบแทนของบัฟเฟตต์มาก  และกลายเป็นสถิติโลกที่ไม่มีใครทำได้  ส่วนตัวของจิม ไซม่อนเองซึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปีก่อนที่อายุ 86 ปี  ก็ร่ำรวยติดอันดับโลก  ด้วยความมั่งคั่งประมาณ 30 พันล้านเหรียญหรือ 1 ล้านล้านบาทในวันที่เขาตาย

“ที่มาของการลงทุนแบบ Quant เองนั้น  ก็มีอะไรคล้ายคลึงกับการลงทุนแบบ VI ในแง่ที่ว่าทั้งคู่มี  “บิดา” หรือผู้ให้กำเนิดแนวคิดที่สามารถสร้างผลงานการลงทุนแบบใหม่ที่เหนือกว่าได้  ในกรณีของ VI ก็คือเบน เกรแฮม ในช่วงประมาณปี 1934 หลังวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ที่หุ้นตกลงมาและมีราคาถูกมาก”

“Quant นั้น  คนที่น่าจะเป็น “บิดา” ก็คือ  Edward O. Thorp ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่หันไปศึกษาเรื่องการพนันในบ่อนและการลงทุนใน “ตลาดการพนันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” หรือตลาดหุ้น  โดยวัตถุประสงค์ก็คือการพิสูจน์ว่าเราสามารถเอาชนะในเกมนี้ได้โดยอาศัยการคำนวณด้วยคณิตศาสตร์และสถิติ”

“เริ่มแรก  เขาเข้าไปเล่นไพ่แบล็คแจ็คหรือไพ่ 21 ในคาสิโนโดยการคิด “สูตร” ตามสถิติและคณิตศาสตร์และกำหนดวิธีการเล่นโดยการ “นับไพ่” และการกำหนด “เม็ดเงินพนันในแต่ละรอบ” ที่ทำให้เขา “ได้เปรียบ”  ทางสถิติ  ซึ่งผลก็คือ  เขาก็สามารถทำเงินได้กำไรจากบ่อนเป็นประจำจนทำให้คาสิโนต่างก็ปฎิเสธไม่ให้เขาเล่น  เขาเขียนหนังสือเล่าเรื่องนี้ในชื่อ  “Beat the Dealer” หรือ “เอาชนะบ่อน” ในปี 1964 ซึ่งดังมาก  เพราะไม่มีใครเคยคิดว่านักพนันจะชนะบ่อนได้”

“ต่อมา  เขาเปลี่ยนไปเล่นหุ้นหรือซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด  โดยการใช้สูตรคณิตศาสตร์และเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณหามูลค่าหลักทรัพย์ที่เป็นอนุพันธ์เช่น  วอแรนต์และออปชั่นที่มีหลักทรัพย์แม่ที่มีราคาตลาดอยู่แล้ว  เขาจะซื้อ-ขายหลักทรัพย์โดยมีกลยุทธที่จะเฮดจ์ความเสี่ยงที่หุ้นจะขึ้นหรือลงโดยการซื้อหุ้นในด้านหนึ่ง  และขายชอร์ตหุ้นตัวเดียวกันเมื่ออ็อบชั่นของหุ้นตัวนั้นมีราคาที่ผิดเพี้ยนไปจากสูตรที่เขาคำนวณได้มากพอ  ด้วยการทำแบบนั้น  เขาก็แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลยไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง  แต่จะได้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยในการเทรดแต่ละครั้ง  แต่เมื่อเทรดหุ้นมาก  กำไรก็จะเป็นกอบเป็นกำ  และทั้งหมดนั้นเขาก็เขียนไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็คือ  “Beat the Market” หรือเอาชนะตลาดในปี 1967”

“ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นของเขาในช่วง 20 ปี ตั้งแต่ปี 1969-1988 คือ บวก 19.1% ต่อปีแบบทบต้น และไม่มีปีไหนที่ขาดทุนเลย  เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ 10.2% และติดลบไป 4 ปี  ความมั่งคั่งของเขาก็  “รวย” ระดับเศรษฐี  แม้อาจจะไม่ใช่มหาเศรษฐี  เขาเลิกจากการลงทุนและกลับไปใช้ชีวิตที่เขาชอบ  นั่นก็คือ  การเป็นนักวิชาการ  ซึ่งนั่นก็คงคล้าย ๆ กับเบน เกรแฮมที่มีธรรมชาติเป็นนักคิดมากกว่าการหาเงินจากการลงทุนมาก ๆ”

“โดยสรุปแล้ว  ความแตกต่างระหว่าง VI กับการเทรดหุ้นหรือลงทุนแบบ Quant ก็คือ  คนที่เป็น VI นั้น  จะเป็นคนที่เน้นพื้นฐานทางธุรกิจของหุ้นหรือหลักทรัพย์  ซึ่งต้องมองหรือวิเคราะห์ธุรกิจในระยะยาว  เสร็จแล้วก็ต้องดูว่าผลประกอบการในระยะยาวจะคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่  ดังนั้น  คนที่จะเป็น VI จะต้องรอบรู้ในศิลปะต่าง ๆ ที่หลากหลายมากรวมถึงเรื่องทางธุรกิจที่ทุกบริษัทจะต้องแข่งขันกัน”

“พวก Quant นั้น  ต้องใช้ข้อมูลตัวเลขในการคำนวณดูความเคลื่อนไหวของราคาเพื่อหาสถิติและความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ  แล้วถือโอกาสซื้อ-ขายทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว  คนที่เป็น Quant จึงมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องของตัวเลข  การคำนวณและเป็นคนเก่งทางด้านโค้ดดิง  โดยที่แทบจะไม่ต้องรู้เลยว่าหุ้นตัวนั้นเป็นบริษัทที่ทำอะไร”

““บิดา” ของ Quant คือ Ed Thorp นั้น  เป็นนักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์  เช่นเดียวกับ Jim Simons ก็เป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์และเคยเป็นนักถอดระหัดโค้ดในช่วงสงครามเย็น  นอกจากนั้น  เฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ส่วนใหญ่เวลาจ้างพนักงานก็มักจะไม่จ้างนักการเงินแต่จ้างนักคณิตศาสตร์  นักวิทยาศาสตร์  นักคอมพิวเตอร์  วิศวกร  หรือแม้แต่นักดาราศาสตร์มาบริหารกองทุน  ถ้าจะพูดไป  คนเหล่านี้จำนวนมากเป็นคน  “อัจฉริยะ” IQ ระดับ 130-140 น่าจะเป็นเรื่องปกติ  ผมเองรู้จักเด็กหนุ่มสาวคนไทยที่ทำงานให้กับกองทุนเหล่านี้ที่ไม่ได้จบทางด้านการเงินการลงทุน  แต่เป็นเด็กทุนระดับ Top ของประเทศที่ไม่มีใครรู้จัก”

“ผลงานของ VI นั้น  มองในระยะยาวแล้วก็ค่อนข้างโดดเด่น  โดยเฉพาะถ้าเป็นระดับ “เซียน” ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่ยอมรับของสังคมการลงทุน  เหตุผลอาจจะเป็นว่าคนรู้ว่ากองทุนอย่าง ARK Invest ของป้าเคที่วูด หรือบริษัทอย่างเบิร์กไชร์นั้น  “รวยยังไง”  ถือหุ้นอะไรบ้าง”

“ในกรณีของ Quant นั้น เกมก็คือการทำกำไรแต่ละครั้งจะน้อย ๆ  และมีการป้องกันความเสี่ยงได้ดี  ไม่มีการขาดทุนเพราะทุกเทรดทำด้วยโปรแกรมที่คำนวณถึงโอกาสขาดทุนไว้แล้ว  วิธีทำกำไรให้มากก็คือการเทรดให้มากด้วยต้นทุนที่ต่ำ  เช่น  ค่าธรรมเนียมน้อยมาก  คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะใกล้ 0  ดังนั้น  Quant จำนวนมากในช่วงเวลานี้จึงอาจจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากโลกของการเทรดหลักทรัพย์พัฒนาไปมาก  ต้นทุนการดำเนินการลดลงมาก  เช่นเดียวกับโปรแกรมหรือโค้ดก็อาจจะทำได้เร็วและถูก  อานิสงส์จากความก้าวหน้าของ AI”

“อย่างไรก็ตาม  ผลงานของ Quant ส่วนมากมักจะไม่ค่อยได้เปิดเผยมากนัก  เพราะกองทุนมักจะเสนอให้กับผู้ลงทุนรายใหญ่จำนวนจำกัดที่ไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน   สิ่งที่พอรู้นอกจากผลงานของ Jim Simons ในกองทุน Medallion Fund ซึ่งไม่ได้เปิดให้กับประชาชนทั่วไปที่โดดเด่นมากแล้ว  ผลงานกองทุนอื่น ๆ  ของ Jim Simons เองก็อยู่ในระดับประมาณปีละ 8-12% แบบทบต้นเท่านั้น  และน่าจะไม่ต่างจากผลงานในกลุ่ม VI ทั่วไปมากนัก”

“สุดท้ายก็คือ  เราในฐานะของนักลงทุน  ควรจะเลือกแนวทางไหนในการลงทุน  ควรจะเป็นแนว VI หรือเชื่อในแนว Quant?”

“โดยส่วนตัวผมเองนั้น  ผมคิดว่าคนที่จะเป็นนักลงทุนแนว Quant นั้น  จะต้องมีความรู้ความสามารถทางตัวเลขและวิทยาศาสตร์สูง  หรือเป็นพวก  “อัจฉริยะ” คนที่รู้แต่วิธีใช้โปรแกรมเทรดหุ้นนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน  เพราะโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จนั้น  พอใช้ไปซักระยะก็มักจะใช้ไม่ได้ต่อไป  คนที่จะชนะคงต้องเป็นคนที่สามารถดัดแปลงโปรแกรมไปเรื่อย ๆ เมื่อเห็นว่าของเดิมเริ่มใช้ไม่ได้แล้ว”

ด้วยการพัฒนาของ AI ในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ผมเองคิดว่ามีความเสี่ยงมากสำหรับคนที่ลงทุนระยะสั้นหรือเทรดหุ้นที่จะเอาชนะผลตอบแทนของตลาดได้ไม่ว่าจะใช้กลยุทธไหนรวมถึง VI  ดังนั้น  ผมคิดว่าน่าจะยังเหลือแค่ทางเดียวที่จะเอาตัวรอดได้ในตลาดนั่นก็คือ  การลงทุนระยะยาวจริง ๆ”  ที่ AI ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ดีกว่าคนที่ยังมี  “จินตนาการมากกว่า