ตลาดทุนชง ‘เอกนิติ’ หนุนมาตรการ ‘ภาษี’ กระตุ้น SET
Cryptocurrencies with TAX word and stock chart candlestick on tablets background
ภาคธุรกิจตลาดทุนยื่นข้อเสนอ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เพื่อผลักดันออกมาตรการกระตุ้นตลาดทุนไทย
โดย “ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ขึ้นกับว่าทางภาครัฐ หรือรัฐบาลชุดใหม่ จะมีมาตรการมาสนับสนุน ส่งเสริมตลาดทุนอย่างไร ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้ยื่นข้อเสนอไปที่กระทรวงการคลังแล้ว
“ที่ผ่านมาก็มีการคุยกันบ้างแล้ว ว่าจะยื่นไปให้รัฐบาลพิจารณา แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ซึ่งหากรัฐบาลเห็นด้วย ก็จะช่วยได้มาก ทำได้จริง ก็จะดี ทั้งเรื่อง Trust and Confidence หรือเรื่องโปรดักต์ใหม่ ต้องสร้างตลาด IPO ใหม่ เพื่อให้ได้ของดี ๆ มาขาย สามารถเข้าระดมทุนได้ง่ายขึ้น โดยบางส่วนก็ต้องแก้กฎหมาย บางเรื่องอาจจะแค่กฎหมายลำดับรอง หรือกฎกระทรวงแค่นั้น”
“ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และในฐานะประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ ทางสภาตลาดทุนไทยพร้อมด้วยสมาชิกทั้ง 7 องค์กร จะส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอเข้าพบ รมว.คลัง เพื่อหารือในการหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
ซึ่งต้องการให้ภาครัฐผลักดันแนวคิด TISA (Thailand Individual Savings Account) ที่เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น ที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงการต่ออายุกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยาว (SSF) ที่จะหมดอายุในปี 2568 นี้ด้วย
“แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลระยะสั้น มองเป็นโอกาสในการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมกับผลักดันนโยบายเร่งด่วนให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจ จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยไม่น้อย”
ขณะที่ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย โพสต์เฟซบุ๊กเสนอ 5 ข้อ ในการเพิ่มนักลงทุนระยะยาว
ประกอบด้วย 1.ยกเว้นภาษีเงินปันผลสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย และถือหุ้นเกิน 1 ปี
2.ให้วงเงินลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตรงในตลาดหุ้น คนละ 500,000 บาทต่อปี โดยต้องคงเงินลงทุนไว้ในตลาดหุ้นไม่ต่ำกว่า 3 ปี แต่สามารถซื้อขายเพื่อสับเปลี่ยนตัวหุ้นได้
3.สนับสนุนการลงทุนในกองทุน Thai ESG คนละ 300,000 บาท เหมือนเดิมต่อไป แต่ให้ทำแบบถาวร เพื่อไม่ให้กลายเป็นระเบิดเวลาเหมือนกองทุน LTF ที่ผ่านมา
4.ดึงเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทประกันชีวิต โดยลดค่าความเสี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นไทย จาก 25% เหลือ 10% เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และ 5.สร้างแรงจูงใจให้องค์กรภายใต้การบริหารของภาครัฐ เช่น สำนักงานประกันสังคม สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
“ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลอนุทิน สนับสนุนให้เกิดการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โอกาสที่จะเห็นตลาดหุ้นไทยกลับสู่ขาขึ้นแบบยั่งยืน และกลับมาทำหน้าที่แหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ น่าจะมีสูงทีเดียว”
ด้าน “เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการ และโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากที่มีการถูกพูดถึงว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจและไม่น่าลงทุน ทำให้นักลงทุนรายย่อยและต่างประเทศเริ่มมีการขายออกไป ทาง ก.ล.ต.ก็ได้เห็นปัญหาตรงนี้ จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานที่เรียกว่า Taskforce มาช่วยดู เพื่อจะตอบโจทย์ให้ตลาดทุนไทยสามารถแข่งขันได้กับทั่วโลก ซึ่งล่าสุดมีมาตรการออกมา โดยเชื่อว่าจะมาสร้างเสน่ห์ให้กับตลาดหุ้นไทยได้
ทั้งนี้ มาตรการมี 4 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่ 1.Quality Demand ทำให้ดึงดูดผู้ลงทุนได้ในระยะยาว โดยส่งเสริมบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Individual Investment Account) 2.Attractive Supply ทำให้ดึงดูดกิจการศักยภาพทั้งในและต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดทุน โดยปรับขั้นตอนการออก เสนอขายหุ้นกระชับและลดความซับซ้อนมากขึ้น พร้อม Roadmap ที่ชัดเจนด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG
3.Trusted Market มุ่งสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือด้วยการบังคับใช้กฎหมาย เสริมความเข้มแข็งของ Gatekeepers และ 4.Supportive Ecosystem เน้นเสริมระบบนิเวศการลงทุน โดยนำเทคโนโลยีมาเพิ่มการเข้าถึงของผู้ลงทุน
“เราเชื่อว่าถ้ามาตรการพวกนี้ทำให้ดี ตลาดหุ้นเราจะมีความน่าสนใจมากขึ้น ตัวที่จะสะท้อนมากที่สุด คือ การที่ผู้ลงทุนสถาบันและประชาชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศเองหันมาสนใจมากขึ้นในการนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น Volume หรือปริมาณการซื้อขายจะคึกคัก ถ้าสามารถสร้างเสน่ห์ให้ตลาดหุ้นไทยได้”
โฆษก ก.ล.ต.กล่าวด้วยว่า ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีการแถลงมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยอย่างเป็นทางการ โดยคณะทำงานจะกำหนดแผนว่าแต่ละมาตรการจะดำเนินการช่วงเวลาใดบ้าง