เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเหนือระดับ 32.00 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่ Fitch ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยเป็น Negative ท่ามกลางความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังของไทย จากความวุ่นวายของสถานการณ์การเมือง และแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 22-26 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (22/9) ที่ระดับ 31.82/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 31.82/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ และกลับมายืนเหนือระดับ 32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อีกครั้งในวันพุธ (24/9) ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น และราคาทองคำปรับตัวย่อลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,791.11 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
โดยช่วงแรกนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานสหรัฐลง เนื่องจากการแสดงความเห็นของกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หลายท่านไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบในการลดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่นักลงทุนกังวลอยู่ เช่น แมรี เดลี กรรมการเฟด สาขาซานฟรานซิสโก มีท่าทีโน้มเอียงไปทางผ่อนคลายเล็กน้อย และยังคงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกสองครั้งภายในปีนี้เท่ากับความคาดหวังของนักลงทุน
ขณะที่นีล แคชคารี กรรมการเฟด สาขามินนีแอโพลิส ยังคงเปิดกว้างต่อทางเลือกต่าง ๆ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีความยืดหยุ่นทางนโยบายการเงิน หากอัตราเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงเกินคาด อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนั้น ดัชนีดอลลาร์ได้กลับมาอ่อนค่าลงต่อจากการแสดงความเห็นของสตีเฟ่น มิแรน ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
โดยเขากล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงกลางวันร้อยละ 2 ซึ่งต่ำกว่านโยบายปัจจุบันเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ พร้อมระบุว่านโยบายปัจจุบันเข้มงวดมาก และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อเป้าหมายการจ้างงานของเฟด
ขณะที่วันอังคาร (23/9) ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ คงมุมมองเดิมไม่ต่างจากช่วงหลังการประชุม FOMC ล่าสุด โดยมองว่า เฟดเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน ซึ่งเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับเป็นสำคัญ โดยปราศจากการแทรกแซงการทำงานจากฝั่งการเมือง
ต่อมามีการเปิดเผยรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐ ล่าสุดที่ออกมาแย่กว่าคาดเล็กน้อย นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใสในวันพฤหัสบดี (25/9)
สหรัฐโดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยการประมาณการครั้งที่ 3 ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 3.8% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ระดับ 3.0% และ 3.3% ตามลำดับ เนื่องจากความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน
นอกจากนี้ สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 14,000 ราย สู่ระดับ 218,000 ราย ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 20 ก.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 235,000 ราย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนดีดตัวขึ้น 2.9% ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.3% หลังจากร่วงลง 2.7% ในเดือน ก.ค.
คาดเฟดลดดอกเบี้ยอีก 0.25%
ทั้งนี้ ล่าสุด FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 83.4% ในการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ต.ค. ซึ่งลดลงจากระดับ 92% ในวันพุธ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.7% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือน ก.ค. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.9% เช่นเดียวกันในเดือน ก.ค.
นอกจากนี้ ตลาดจับตาแนวโน้มที่สหรัฐเสี่ยงเผชิญภาวะชัตดาวน์ในช่วงสิ้นเดือนนี้ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการประชุมกับแกนนำพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสเพียงไม่กี่วันก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ เนื่องจาก ปธน.ทรัมป์มองว่าการประชุมดังกล่าวจะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรในค่าเงินบาทที่ผิดปกติ โดยสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินในภูมิภาค มีปัจจัยหลักประมาณ 80-90% มาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ทาง ปธท.ได้มีการเข้าไปดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องไม่ให้ผันผวนเร็วและแรงจนเกินไป เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถปรับตัวได้ ในขณะเดียวกัน ธปท.พยายามหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ค้าทองคำ และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับค่าเงินสูงขึ้นเฉลี่ย 0.7% และสูงกว่าในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังได้รับอานิสงส์ให้แข็งค่าจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมากกว่าที่คาด ส่วนประเด็นความคืบหน้าในการหารือระหว่าง ธปท.กับสมาคมค้าทองคำ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท นางสาวชญาวดีกล่าวว่า จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งประมาณต้นสัปดาห์หน้า เพื่อร่วมกันพิจารณาออกแบบมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การค้าทองคำ ส่งผลข้างเคียงต่อค่าเงินบาทให้น้อยที่สุด โดยเป็นการแก้ปัญหาได้จริงและตรงจุด
บาทกลับมาอ่อนค่าเหนือ 32.00 บาท
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากแรงขายพันธบัตรและตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ หลังล่าสุด Futc Ratings ได้ปรับคงเครดิตเรตติ้งของไทย ไว้ที่ระดับ BBB+ แต่มีการปรับลดแนวโน้มลง เป็น Negative จาก Stable ท่ามกลางความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังของไทย จากความวุ่นวายของสถานการณ์การเมือง และแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ส.ค. 2568 มีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.8% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 แต่เริ่มชะลอตัวลงมากขึ้น หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของสหรัฐ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ส.ค. 2568 จากที่ก่อนหน้านี้ มีการเร่งนำเข้า ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,707.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.8% ขาดดุลการค้า 1,964.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมการส่งออก 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่า 223,175.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.3% การนำเข้ามูลค่า 224,880.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.3% ขาดดุลการค้า 1,704.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่นักลงทุนรอติดตามแถลงนโยบายของรัฐบาลของไทย โดยเฉพาะรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการหารือระหว่างผู้ประกอบการทองคำและ ธปท.ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.7-32.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/9) ที่ระดับ 32.20/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (22/9) ที่ระดับ 1.1734/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 1.1759/61 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และอ่อนค่าลงโดยตลอดทั้งสัปดาห์ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
โดยคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ DRTV ของเดนมาร์กว่า ECB สามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมระดับราคาสินค้าได้แล้ว แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงอยู่ แม้ว่าสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐตกลงกันได้เรื่องอัตราภาษีการค้าก็ตาม
โดยลาการ์ดระบุว่าระดับความไม่แน่นอนลดลงประมาณ 50% ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ และมองว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสต่อ ๆ ไป สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจในวันอังคาร (23/9) S&P Global เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้น ในยูโรโซน ประจำเดือน ก.ย. โดยภาคการผลิตหดตัวลงสู่ระดับ 49.5 ต่ำกว่าการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ที่ระดับ 50.7 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ภาคบริการ ขยายตัวสู่ระดับ 51.4 มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 50.5 ในเดือนก่อนหน้า
นอกจากนี้ ค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดัน หลังจากสถาบัน Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีในเดือน ก.ย. ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 87.7 ลดลงจากระดับ 88.9 ในเดือน ส.ค. และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 89.3
เศรษฐกิจเยอรมนียังอ่อนแอ
การปรับตัวลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนียังคงอ่อนแอ และความหวังในการฟื้นตัวต้องเผชิญอุปสรรค ซึ่งทางฝั่ง Ifo มองว่า ทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจใหญ่อย่างเยอรมนี ทั้งนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1645-1.1819 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันอังคาร (26/9) ที่ระดับ 1.1680/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (22/9) ที่ระดับ 148.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 147.94/96 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ค่าเงินเยนยังคงปรับตัวอ่อนค่าโดยต่อเนื่องโดยตลอดทั้งปลายสัปดาห์เมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงความเห็นในเชิงระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันข้างหน้า
อย่างไรก็ดี สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ชัดเจนขึ้นทุกขณะ หลังรายงานการประชุมนโยบายการเงินเดือน ก.ค. ที่เปิดเผยในวานนี้ เผยให้เห็นความเห็นต่างภายในคณะกรรมการ โดยมีกรรมการหลายคนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต แม้ว่ามติในครั้งนั้นจะให้คงอัตราดอกเบี้ยเป็นเอกฉันท์ก็ตาม
นอกจากนี้ ในวันศุกร์ (26/9) กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารสด แต่รวมราคาพลังงานในกรุงโตเกียว ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ทรงตัวหลังจากที่ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือน ส.ค.เช่นกัน ดัชนี CPI พื้นฐานเดือน ก.ย.ของกรุงโตเกียว ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลกรุงโตเกียว ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เช่น การลดค่าบริการดูแลเด็กและค่าน้ำประปา
อย่างไรก็ดี ดัชนี CPI พื้นฐานกรุงโตเกียวยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำหนดไว้ที่ 2% ซึ่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ โดยดัชนี CPI กรุงโตเกียวถือเป็นมาตรวัดแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วประเทศของญี่ปุ่น ส่วนดัชนี CPI ที่ไม่นับรวมทั้งราคาอาหารสดและต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ BOJ จับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อพื้นฐานที่ดีกว่านั้น ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือน ก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือน ส.ค.
ทั้งนี้ ตัวเลข CPI กรุงโตเกียวเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ BOJ จะนำมาพิจารณาในการประชุมนโยบายในวันที่ 29-30 ต.ค. โดยในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการ BOJ จะเปิดเผยตัวเลขประมาณการเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายไตรมาส ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 147.44-149.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/9) ที่ระดับ 149.75/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ