กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน วันอาหารโลก ครั้งที่ 45
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันอาหารโลก ครั้งที่ 45 ในฐานะทูตพิเศษของเอฟเอโอประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ สำนักงานส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันอาหารโลก ครั้งที่ 45 ในฐานะทูตพิเศษของเอฟเอโอประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) สำนักงานส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และวาระครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งเอฟเอโอ
โดยมีนายอาลู โดฮง ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทนเอฟเอโอประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรับเสด็จ
เอฟเอโอ สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้จัดงานวันอาหารโลกขึ้น ในหัวข้อ “จับมือร่วมสร้างอาหารที่ดี เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” ก่อนกำหนดการเฉลิมฉลองวันอาหารโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี
โดยปีนี้ เอฟเอโอ เน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร ได้แก่ ความหิวโหย ภาวะทุพโภชนาการ และโรคอ้วน ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ประสบภัยทั่วโลกอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
นอกจากความท้าทายดังกล่าว ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ วิกฤตเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงที่ดินทำกิน แหล่งเงินทุน รวมถึงตลาด ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น ส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
เกือบร้อยละ 40 ของภัยธรรมชาติทั่วโลก เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับแนวทางการเกษตรที่ไม่ยั่งยืนส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลผลิตทางการเกษตร และทำลายพื้นที่เกษตรกรรมของภูมิภาคไปกว่าหนึ่งในสาม โดยผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะผู้หญิง เยาวชน และชนพื้นเมือง ซึ่งมักไม่สามารถเข้าถึงหรือขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นในการผลิต

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัส เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน “ร่วมมือกันในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ครอบคลุม และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พร้อมพระราชทานข้อคิดให้รัฐบาล ภาคเอกชน เกษตรกร และเยาวชน ร่วมแรงกันพัฒนาระบบเกษตรและอาหารที่สามารถเลี้ยงประชากรโลกได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม
นายโดฮงกล่าวว่า เรามีความหวัง ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม ประสบการณ์ ตลอดจนเครื่องมือที่จะทำการเปลี่ยนแปลง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรามีความร่วมมือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหารของเราเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งภูมิภาคนี้
เอฟเอโอ สำนักงานส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้ริเริ่มโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ สหกรณ์เกษตรที่ใช้ระบบชลประทานประหยัดน้ำ ชุมชนที่ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม เกษตรกรสตรีที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและโภชนาการ เยาวชนที่บุกเบิกการแก้ปัญหาด้วยดิจิทัล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชนเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเกษตรอาหารที่ยั่งยืน
ด้วยแนวคิด “สี่สิ่งที่ดีกว่า” ของเอฟเอโอ ได้แก่ การผลิตที่ดีขึ้น โภชนาการที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การเฉลิมฉลองวันอาหารโลกในปีนี้จึงเน้นย้ำถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อแก้ไขปัญหาความหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการ
วันอาหารโลก ปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 80 ปีของเอฟเอโอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเอฟเอโอยึดมั่นในเป้าหมาย “โลกที่ปราศจากความอดอยาก (Zero Hunger)” โครงการของเอฟเอโอเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว เช่น โครงการ Hand-in-Hand Initiative ซึ่งช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถระบุห่วงโซ่คุณค่าในระบบเกษตรและอาหารที่มีความสำคัญสูงสุด ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงพันธมิตรเพื่อสร้างผลกระทบที่ยั่งยืน รวมถึงโครงการที่สร้างความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวเร่งสำคัญ

นายโดฮงกล่าวว่า ภารกิจที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นยิ่งใหญ่มาก แต่เราสามารถสำเร็จได้หากเราทุกคนร่วมมือกัน ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกนโยบายที่มีผลต่อผู้คนทุกภาคส่วน ครอบครัว เกษตรกรรายย่อย และผู้ผลิตอาหารในท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการผลิตอาหาร ซึ่งมากถึงกว่าร้อยละ 80 ของอาหารที่เราบริโภค
ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและนวัตกรรม ภาควิชาการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความรู้และวิธีการแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ และที่ขาดไม่ได้ ประชากร 1.2 พันล้านคนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่นับเป็นแหล่งพลังและความคิดสร้างสรรค์สำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอได้เน้นย้ำว่า สิ่งที่เราทำในวันนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคต เราต้องผลิตอาหารให้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง เราควรร่วมกันสร้างอนาคตที่ครอบคลุมและเท่าเทียมกันมากขึ้น เอฟเอโอ ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 80 แม้ว่าความหิวโหยจะยังคงอยู่ แต่ก็หลีกเลี่ยงได้ ด้วยจุดมุ่งหมายที่เรามีร่วมกัน เราจะสามารถทำได้ และเราต้องไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้า
เอฟเอโอได้ทบทวนเส้นทางการดำเนินงานตลอด 80 ปีที่ผ่านมา และขอยืนยันความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกและพันธมิตร เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและปฏิบัติได้จริงในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่โลกใบนี้ เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน และเปลี่ยนความท้าทายเหล่านั้นให้เป็นโอกาสและสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า สำหรับคนรุ่นต่อไป