เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ดูทั้งหมด

ดีเดย์ชง ครม. ‘แก้หนี้ต่ำแสน’ เงื่อนไขพิเศษ-ลุยล้างประวัติ 4.7 ล้านบัญชี

05 พ.ย. 2568 | 11:20น.

นโยบายแก้หนี้ครัวเรือนนับได้ว่าเป็น “โจทย์สำคัญ” ลำดับต้น ๆ ของทุกรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ระดับสูง จนส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ประกาศไว้ตอนแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะแก้หนี้ต่ำกว่า 100,000 บาทให้กับประชาชนชาวไทย

ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติอนุมัติหลักการโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงินจัดทำขึ้น

คิกออฟแก้หนี้ต่ำแสน 11 พ.ย.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต โดยโครงการจะคิกออฟตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

“โครงการนี้จะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้ในระยะยาวต่อไป ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 อยู่กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย”

ลูกหนี้เข้าข่ายทั้งสิ้น 4.76 ล้านบัญชี

สำหรับลูกหนี้ที่เข้าข่ายมีจำนวนประมาณ 3.45 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท ซึ่งแนวทางการดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC โดยลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์, ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC)

“ได้กำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรน และเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม การจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น”

นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่ 2 เป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง ซึ่งทาง SFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว

“SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี ลดเงินต้น ยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น”

เฟสแรกแก้หนี้ 6.24 หมื่นล้าน

นายเอกนิติกล่าวว่า การดำเนินการใน 2 ส่วนดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้โดยเร็ว ซึ่งคาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท

“ระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Nonbanks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด”

นายเอกนิติกล่าวว่าจะนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหลังจากนั้นจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานกลาง และเริ่มกระบวนการโอนหนี้อย่างเป็นทางการ

ธปท.ชี้เงื่อนไขผ่อนปรนมากเป็นพิเศษ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ หากแต่ละหน่วยงานทำงานแยกกัน ดังนั้น ธปท.จึงได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย เพื่อดำเนินโครงการแก้ไขหนี้ครัวเรือนร่วมกัน

“โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมการประมาณ 1 เดือนเศษ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนใน 2 มิติคือ 1.มิติด้านปริมาณหนี้ ซึ่งมีสัดส่วนราว 87% ของ GDP 2.มิติด้านจำนวนลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือขอสินเชื่อใหม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามปกติ”

นายวิทัยกล่าวว่า เฟสแรกจะเริ่มดำเนินการกับหนี้ประมาณ 2.36 ล้านบัญชี โดยจะโอนไปบริหารจัดการใน 2 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งจะเป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาเท่านั้น

“การบริหารจัดการหนี้ในครั้งนี้จะใช้แนวทางที่ “ผ่อนปรนมากเป็นพิเศษ” เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระคืนได้ตามศักยภาพ ทั้งการจ่ายปิดบัญชีครั้งเดียว หรือผ่อนชำระเป็นรายปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงยึดหลักไม่ให้เกิดความเสียวินัยทางการคลัง นี่จะเป็นมาตรการครั้งเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง และป้องกันไม่ให้ระบบการเงินขาดวินัยในอนาคต”

ชำระดี “ล้างประวัติ” กู้ใหม่ได้

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า โครงการนี้มีความแตกต่างจากการโอนหนี้ หรือขายหนี้ให้ AMC แบบเดิม เนื่องจากครั้งนี้จะมีเงื่อนไขการผ่อนปรนเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถ “รอด” และกลับไปเริ่มต้นชีวิตหรือทำธุรกิจใหม่ได้อีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ในการกำหนด “รหัสพิเศษ” ให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วม คือจะใช้รหัส “16” เพื่อระบุว่าเป็นกลุ่มลูกหนี้ในโครงการช่วยเหลือ ซึ่งจะไม่ถูกจำกัดว่าต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีครบ 3 ปีก่อน จึงจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

“หากลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการสามารถชำระหนี้ได้ดีต่อเนื่อง เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน และสถาบันการเงินเห็นศักยภาพในการฟื้นตัว ก็สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักและสร้างอนาคตใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

แบงก์ตัดขายหนี้ราคามาตรฐาน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การโอนหนี้เข้า AMC จะใช้ราคามาตรฐานที่ตกลงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และจะมีโครงสร้างการแบ่งปันการเรียกเก็บเงิน (Revenue Sharing) ในอนาคต หากสามารถเรียกเก็บหนี้ได้

นายผยง กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยให้ความสำคัญมากกับการแก้หนี้แบบจริงจัง ซึ่งไม่ใช่แค่ “เทศกาล” โดยพยายามสื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง ว่าปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และมีกฎกติกาและข้อมูลไม่เท่ากัน จึงมีการขับเคลื่อนนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและการให้บริการอย่างเป็นธรรม รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลแบบรวมศูนย์

“เป็นครั้งแรกที่เป็นการมองจากลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (Debtor Centric) ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและติดกับดักหนี้ไม่สามารถไปไหนได้ โดยใช้กลไกตลาดและปรับให้ลูกหนี้หลุดกับดักหนี้ ผ่านโมเดลหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันผ่าน SAM และใช้ Ari Score (อารีย์สกอร์) เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบได้ ที่ผ่านมาอาจจะแก้ปัญหาแบบให้ยาสเตียรอยด์ไม่ตรงจุด และหนี้ที่ถูกขายไปจะไม่มีข้อมูลในระบบ ทำให้ต้องเสริมสร้างฐานข้อมูลให้ครบรอบด้าน”

“พิชัย” ชี้เป็นแนวทางแก้หนี้ที่คุ้มค่า

นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า แนวนโยบายแก้หนี้ครัวเรือนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการ “การซื้อหนี้เสียรายย่อย” ที่มุ่งช่วยลูกหนี้ที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย กำลังถูกนำมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ซึ่งตนดีใจที่แนวคิดและหลักการที่ “ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย” ได้วางรากฐานการศึกษาและพัฒนาไว้ตั้งแต่ต้นได้ถูกนำมาสานต่อ เพราะนี่คือแนวทางที่มองเห็น “ประชาชน” อยู่เบื้องหลังตัวเลขหนี้เสมอ

“แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยลูกหนี้รายย่อย แต่ยังช่วย ‘ลดความเปราะบางของระบบการเงิน’ ในภาพรวม เพราะหนี้เสียที่กระจายอยู่ในหลายสถาบัน หากถูกบริหารรวมผ่านกลไกกลาง จะช่วยให้ระบบธนาคารกลับมามีสภาพคล่อง สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น”

นายพิชัยระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีลูกหนี้รายย่อยที่เดือดร้อนกว่า 3 ล้านคน ที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท การใช้กลไกของรัฐ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้าไปซื้อหนี้จากสถาบันการเงิน โดยใช้เงินจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณแผ่นดิน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

“หลักคิดสำคัญคือ ‘รัฐเข้าไปช่วยปลดล็อก ไม่ใช่แบกรับ’ เพราะเงินที่ใช้มาจากกองทุนหมุนเวียนในระบบการเงิน ไม่ได้เพิ่มภาระการคลัง แต่กลับสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนหลายเท่า ใช้งบประมาณเพียงน้อยนิด แต่สามารถปลดล็อกศักยภาพของคนหลายล้านคนให้กลับมามีกำลังซื้อและลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขากลับมามีรายได้ พวกเขาก็จะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เดินต่อ”

สรุปก็คือ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามา การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องทำ และต้องร่วมมือกันหลาย ๆ ฝ่าย เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะ “ปลดล็อก” พันธนาการที่หนักหน่วงนี้ให้กับเศรษฐกิจไทยไม่ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ครม. แก้หนี้