Skip to content

สมาคมการตลาดฯชี้ ‘โลกกำลังเข้าสู่ยุคฉลาดล้ำ แต่ไร้สมดุล’ แนะ 6 กลยุทธ์ที่ควรทำปี 2026

15 พ.ย. 2568 | 08:36น.
สมาคมการตลาดฯชี้ ‘โลกกำลังเข้าสู่ยุคฉลาดล้ำ แต่ไร้สมดุล’ แนะ 6 กลยุทธ์ที่ควรทำปี 2026

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand : MAT) เปิดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดปี 2026

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ด้วยโลกทุกวันนี้ที่หมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และปี 2026 กำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คาดเดาได้ยาก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการไทย คือการเตรียมความพร้อมและก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคใหม่ โลกไร้สมดุล

ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025 เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์จากหลากหลายแบรนด์”

เผยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดปี 2026

ทิศทางหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์และธุรกิจในยุคใหม่ ดังนี้

1.โลกถึงจุดเปลี่ยน จากโลกที่สมดุล เรากำลังเข้าสู่โลกที่ไม่สมดุล

โลกกำลังก้าวสู่จุดที่ไม่สมดุลอย่างชัดเจน แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็เต็มไปด้วยความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยนักการตลาดต้องจับตาประเด็นสำคัญ เช่น ความมั่งคั่งและหนี้สินของประเทศ ผลผลิตแรงงานที่ต้องมีประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับขนาดตลาดที่ใหญ่ เช่น ตลาดจีน ควบคู่ไปกับความท้าทายในการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม

2.ตลาดขนาดใหญ่ จะถูกแบ่งย่อยเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม Fragmentation

ตลาด Mass หรือตลาดขนาดใหญ่จะถูกแบ่งย่อยลงไปอย่างละเอียด (Fragmentation) แบรนด์จำเป็นต้องค้นพบจุดแข็งและสิ่งที่ตนเองถนัดอย่างแท้จริง เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพสูง (High-Quality Customers) เท่านั้น แบรนด์ที่อยู่รอดได้คือแบรนด์ที่เลือกที่จะเก่งในตลาดเฉพาะของตนเอง

3.Asia และ China เริ่มมีอิทธิพลทางความคิดแทนที่ตะวันตก (Asia Soft Power)

อิทธิพลทางวัฒนธรรมและ Soft Power ของเอเชีย โดยเฉพาะจากจีน ได้เข้ามามีบทบาทที่เติบโตและทรงอิทธิพลต่อความคิดของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น กระแสความนิยมของละครคุณธรรมจีน

4.ความคิดสร้างสรรค์ของนักการตลาดสำคัญกว่าตรรกะ ทุกคนจะใช้ AI เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการทำการตลาด

ในยุคที่ข้อมูลและตรรกะ (Logic) สามารถค้นหาหรือสร้างขึ้นได้จากเทคโนโลยี AI และทุกคนสามารถใช้ตรรกะชุดเดียวกันได้หมด ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จึงกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างและเป็นจุดขายเฉพาะตัว ที่นักการตลาดพึงมี

5.Multiverse, AI Agentic, Humanoid จะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในการทำตลาดมากขึ้น

หลังจากมีการพูดถึงมานาน 1-2 ปี ในปี 2026 เทคโนโลยีอย่าง มัลติเวิร์ส (Multiverse) และการใช้งาน Humanoid หรือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ จะถูกนำมาใช้ในทางการตลาดและการสร้างประสบการณ์ลูกค้าอย่างแพร่หลายมากขึ้น กลายเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ

6.ผู้บริโภคให้ความสำคัญและใส่ใจกับประเด็นทางสังคมมากขึ้น (Drama and Viral Marketing)

ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวและใส่ใจในประเด็นทางสังคม (Social Issues) มากขึ้น แม้บางเรื่องจะดูเหมือนไกลตัว แต่เนื่องจากโลกอยู่ในภาวะอ่อนไหวและเปราะบาง นักการตลาดจึงต้องติดตามและให้ความสนใจอย่างลึกซึ้งในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง

7.Influencers ไม่ได้เป็นแค่ผู้นำเชียร์สินค้า แต่ต้องเป็นผู้นำทางความคิด ผู้นำจิตวิญญาณ และต้องเป็น Key Opinion Customer (KOC)

บทบาทของ Influencers จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเชียร์สินค้าอีกต่อไป แต่ต้องสร้างตัวตนที่แท้จริงและก้าวขึ้นเป็น ผู้นำทางความคิด หรือ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ให้กับผู้บริโภค โดยแนวคิดการตลาดแบบ KOC (Key Opinion Consumer) และการคิดนอกกรอบจะเข้ามามีความสำคัญ

8.มีการผสมอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของผู้คนเข้ากับแบรนด์

การนำเอาความเป็นชาติ ความเป็นตัวตน หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มาผสมผสานเข้าไปในสินค้าและแบรนด์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นใจ

9.การตลาดสำคัญกว่าการผลิต และอยู่รอดได้ด้วยการบริหารเงินและ Cashflow

ดร.บุรณิน กล่าวว่า การตลาดวันนี้ไม่เหมือนก่อน ใครมีลูกค้าอยู่ในมือคนนั้นชนะ แบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ต้องเน้นลูกค้า แต่ต้องบริหารเงิน และ Cashflow ให้เป็น

10.แบรนด์กลางๆ ที่ไม่มีจุดขายอย่างชัดเจนจะอยู่ได้ยากขึ้น

“แบรนด์จำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างประณีต แม่นยำ และคล่องตัว ขณะเดียวกัน นักการตลาดต้องกล้าคิดนอกกรอบ ก้าวข้ามการส่งมอบคุณค่าแบบดั้งเดิมให้กับลูกค้า ผสมทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกัน กลายเป็นวัฒนธรรมและตัวตนของแบรนด์”

แนะ 6 กลยุทธ์การตลาดที่ควรทำในปี 2026

1.Competitive Advantage → Chaotic Advantage

จากโลกที่สมดุล → สู่โลก “ไร้สมดุล” ที่วัดฝีมือ เพราะบริษัทที่ยืดหยุ่นกว่า เปลี่ยนได้หลากหลายกว่า คือผู้ได้เปรียบ ทั้งในเชิงกลยุทธ์การตลาดและการจัดการ Supply Chain ทั้งในและต่างประเทศ

2.Micro Marketing —> Micro Everything

กาาตลาดเฉพาะเจาะจงนั้นไม่พอ ต้องเฉพาะเจาะจงตั้งแต่ต้นน้ำ ต้องมีการผลิตที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น การจัดจำหน่ายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น นักการตลาดที่ดีต้องสามารถช่วยสร้างได้แม้แต่อำนาจซื้อของลูกค้า

3.AI Marketing Tool —> AI Marketing Teammate

แบรนด์จะมี “ทีมงาน AI” ที่คิด ทำ จัดการงานด้านการตลาดได้อัตโนมัติ AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างชิ้นงานทางการตลาดแต่สามารถช่วยคิดนวัตกรรมและกลยุทธ์ที่มีความสร้างสรรค์ทางการตลาดได้

4.Brand Management → Brand Movement

การจัดการแบรนด์ไม่เพียงพอ แต่แบรนด์ควรเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม และพัฒนาสังคมสู่ความยั่งยืน

5.Drama Queen → Drama Quality

จากดราม่าเพื่อให้เป็นข่าว สู่ไวรัลที่มีความหมายและส่งผลต่อสังคม คนไม่ได้แชร์สิ่งที่ ใช่ และ สร้างสรรค์ประโยชน์มากขึ้น

6.Influencer Selling → Influencer Meaning

จาก Influencer ที่เชียร์ขายสู่ Influencer ที่เป็น “ผู้นำความคิดและจิตวิญญาณ” ผู้บริโภคต้องการ Guidance ไม่ใช่โฆษณาแบรนด์ที่ดีจะต้องเข้าใจปัจจัยทางจิตวิทยาและสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ และนำคุณค่าเหล่านั้นมาเป็นจุดขายที่มีความหมายอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ได้แนะนำงานใหญ่ประจำปี “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025)” ภายใต้แนวคิด Prompt the Future : The Power of Marketing ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00–17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5

งานนี้ถือเป็นเวทีแห่งอนาคตการตลาดของประเทศ รวมพลังผู้นำทางความคิด นักการตลาด ผู้บริหาร และนักธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 30 ท่าน ร่วมแบ่งปันแนวคิดและกรณีศึกษาจริง ครอบคลุมทั้ง 2 เวทีหลัก 1 ห้อง Workshop และ โซน Marketing Fest กว่า 40 บูธ ภายใต้ 4 เทรนด์โซน คือ Future Food & Lifestyle, Health & Wellness, Tech & Innovation และ Brand & Creative Showcase

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ กล่าวในช่วงท้ายว่า “โลกในปี 2026 จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การตลาดไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้างความเข้าใจในมนุษย์ สังคม และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ นักการตลาดยุคใหม่ต้องพร้อม ‘Prompt the Future’ ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และการปรับตัวอย่างไม่หยุดนิ่ง”