คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
อินเดีย มักถูกพาดพิงถึงในเชิงลบมากขึ้นและรุนแรงขึ้นในระยะหลังมานี้ บรรดานักวิเคราะห์ หรือแม้แต่กระทั่งผู้กำหนดนโยบายในรัฐบาลต่าง ๆ ของชาติตะวันตกพูดถึงวิกฤตการณ์สงครามในยูเครน ด้วยการกล่าวหาว่า อินเดียคือผู้ซื้อพลังงานจากรัสเซียรายสำคัญมานับตั้งแต่ปี 2022 อันกลายเป็นการให้การสนับสนุนอย่างสำคัญให้รัสเซีย มีต้นทุนในการทำสงครามในยูเครนอย่างต่อเนื่องต่อไป
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการพลังงานของอินเดีย ทุกวันนี้อยู่ที่ราว 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยคาดว่าจะขยับสูงขึ้นทะลุ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในอีกไม่ช้าไม่นานหลังจากนี้ ซึ่งนั่นทำให้ความต้องการพลังงานของอินเดียจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 30% ของความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยที่ 80% ของน้ำมันดิบ และ 51% ของก๊าซธรรมชาติที่อินเดียต้องการ ล้วนมีที่มาจากการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น บวกกับการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการพลังงานในอินเดียเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อินเดียจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนองตอบความต้องการเหล่านี้ด้วยการแสวงหาแหล่งนำเข้าพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ ราคาไม่แพง และไม่สะวิงขึ้นลงวูบวาบ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้การนำเข้าพลังงานจากรัสเซียของอินเดียค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 นี่ไม่เพียงช่วยให้อินเดียมีความมั่นคงด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ยังช่วยให้อินเดียสามารถตอบสนองต่อความต้องการผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันดิบจากทั่วโลกได้อีกด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะที่อินเดียนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเพิ่มขึ้น บรรดาชาติสมาชิกของสหภาพยุโรป และประเทศที่เป็นพันธมิตรกับตะวันตกอีกหลายประเทศ ก็เพิ่มการนำเข้าพลังงานไฮโดรคาร์บอนจากรัสเซียมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2022 เช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่โลกตะวันตกประกาศแซงก์ชั่นบริษัทพลังงานจากรัสเซีย ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (Centre for Research on Energy and Clean Air หรือ CREA) องค์กรวิจัยอิสระในฟินแลนด์ระบุว่า รัสเซียมีรายได้จากการส่งออกพลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน, ก๊าซ และถ่านหิน) รวมกันในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ถึงเดือนตุลาคม 2025 ราว 969,000 ล้านยูโร โดยในจำนวนทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าของจีนสูงถึง 280,000 ล้านยูโร มาจากบรรดาชาติสมาชิกอียู รวมกันอีก 215,000 ล้านยูโร ส่วนอินเดียนั้นนำเข้าจากรัสเซียเพียงแค่ 156,000 ล้านยูโรเท่านั้นเอง
หากรวมมูลค่าการนำเข้าของชาติสมาชิกอียู เข้ากับการนำเข้าของประเทศที่เป็นพันธมิตรสำคัญของโลกตะวันตก (อาทิ ตุรกี, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ซาอุดีอาระเบีย, ไต้หวัน และยูเออี) สัดส่วนของมูลค่านำเข้าในช่วงเวลาดังกล่าวของกลุ่มนี้จะสูงถึงราว 422,000 ล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 44 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขายพลังงานของรัสเซียทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกันนั้น
ตุรกี เห็นได้ชัดว่าเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายใหญ่ รายสำคัญของพลังงานจากรัสเซีย เพราะในห้วงเวลาดังกล่าว ตุรกีนำเข้าพลังงานจากรัสเซียสูงถึง 90,000 ล้านยูโร แยกเป็น น้ำมันดิบ 61,000 ล้านยูโร ก๊าซธรรมชาติ 21,000 ล้านยูโร และถ่านหินอีก 8,000 ล้านยูโร ในช่วงตั้งแต่มกราคม 2023 จนถึงตุลาคม 2025 ยอดรวมดังกล่าวสูงกว่าแม้แต่กระทั่งยอดรวมการนำเข้าของชาติสมาชิกอียูรวมกัน ซึ่งอยู่ที่เพียงแค่ 67,000 ล้านยูโรเท่านั้น ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน
ทำนองเดียวกัน ถึงแม้โดยเปิดเผยแล้วบรรดาชาติสมาชิกอียูจะแถลงอย่างเป็นทางการจำกัดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากรัสเซียลงให้ได้ภายในปี 2027 แต่กลับจัดซื้อแอลเอ็นจีจากรัสเซียสูงถึง 120,000 ล้านยูโรในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 นี้ ชาติสมาชิกอียูก็นำเข้าจากรัสเซีย คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4,500 ล้านยูโรเข้าไปแล้ว
จากข้อมูลของสถาบันเพื่อการวิเคราะห์ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์และพลังงาน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis หรือ IEEFA) ชาติสมาชิกอียูนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจากรัสเซียในปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา รายงานของสถาบันวิชาการอิสระดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ให้เห็นว่า ฝรั่งเศส นำเข้าคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด คือ 41% ของมูลค่ารวมดังกล่าว ต่อด้วย เบลเยียม 28% เนเธอร์แลนด์ 9% และโปรตุเกส 2% ตามลำดับ
ข้อบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นถึงการมีสองมาตรฐานของโลกตะวันตก ยังปรากฏให้เห็นชัดจากการแซงก์ชั่นล่าสุดที่สหรัฐอเมริกาประกาศออกมาเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่พุ่งเป้าไปที่บริษัท รอสเนฟท์ กับลู้คออยล์ สองยักษ์ใหญ่ในแวดวงน้ำมันดิบของรัสเซีย เพื่อหวังผลจำกัดการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียของอินเดีย อย่างไรก็ตาม กิจการสาขาของสองบริษัทดังกล่าวในเยอรมนี คือ รอสเนฟท์ ดอยตช์ลันด์ กับอาร์เอ็น รีไฟนิ่งแอนด์มาร์เก็ตติ้ง กลับได้รับการยกเว้นในประกาศแซงก์ชั่นดังกล่าวนี้
ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นก็คือ ในขณะที่ประเทศอย่างอินเดีย ถูกเล่นงาน มีอีกหลายประเทศที่ได้รับการยกเว้นจากการแซงก์ชั่นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ อาทิ ฮังการี แม้ว่าฝ่ายสหรัฐอเมริกาอ้างว่า เป็นการยกเว้นเพียงแค่ 1 ปีก็ตามที หรือประเทศในเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ที่ยังคงนำเข้าแอลเอ็นจีจากรัสเซียคิดเป็น 9% ของแอลเอ็นจีทั้งหมดที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ต่อไป
ข้อเท็จจริงเหล่านี้กลายเป็นที่มาของคำถามที่ว่าทำไม ประเทศอย่างอินเดียถึงตกเป็นเป้าการโจมตี ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ กลับไม่ได้ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน คือถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน ในขณะเดียวกันก็เป็นคำตอบอยู่ในตัวว่า เพราะเหตุใด การแซงก์ชั่นรัสเซียไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ถึงไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวังสักที