แนวโน้มอินเดีย เบอร์สองตลาดโลก เลิกส่งออกน้ำตาล หันผลิตเอทานอล ทำน้ำมัน E20
กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลในอินเดียมุ่งผลิตเอทานอลมากขึ้น เพื่อรองรับดีมานด์จากโครงการผลิตเชื้อเพลิงเบนซินผสมเอทานอล 20% (แก๊สโซฮอล์ E20) ของภาครัฐอินเดีย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า รัฐบาลจะประกาศห้ามส่งออกน้ำตาลบ่อยขึ้น และไม่นานอินเดียจะสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออกน้ำตาลโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับสอง
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ความพยายามในการขยายกำลังการผลิตเอทานอลของอินเดีย กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมน้ำตาลอินเดียซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยโรงงานต่าง ๆ เพิ่มการลงทุนในเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ขณะที่ประเทศเตรียมรับมือสถานการณ์ที่แทบจะไม่มีน้ำตาลส่วนเกินสำหรับส่งออกหรือไม่มีเลย ในอีกหลายฤดูกาลข้างหน้า
โครงการน้ำมันเบนซินผสมเอทานอล (EBP) ของรัฐบาลอินเดีย เพื่อปรับปรุงความมั่นคงด้านพลังงานและดุลการชำระเงินของประเทศ ผ่านการผลิตเชื้อเพลิงเบนซินผสมเอทานอล 20% (แก๊สโซฮอล์ E20) จะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าน้ำมันลง แลกกับการนำอ้อยที่ใช้ในการผลิตน้ำตาล ไปผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2026 รัฐบาลประกาศห้ามส่งออกน้ำตาลจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2026 โดยรัฐบาลกล่าวว่า การตัดสินใจส่งออกน้ำตาลในอนาคต จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในฤดูกาลผลิตปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.
กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานผลิตน้ำตาลในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย กล่าวว่า โรงงานกำลังมุ่งเน้นไปที่การผลิตเอทานอลมากขึ้น เนื่องจากความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศเพิ่มขึ้น
โรฮิน คูมาร์ ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิปัลกิยา (Palkiya Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านสภาพภูมิอากาศ ตั้งอยู่ในกรุงเดลี กล่าวว่า การจำกัดการส่งออกน้ำตาลเป็นเพียงปลายเหตุ แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่แท้จริงคือ น้ำตาลกำลังถูกลดบทบาทลง และกลายเป็นเพียง ‘ผลิตภัณฑ์พลอยได้’ (Byproduct) ของโครงการเชื้อเพลิงนี้
ก่อนหน้านี้ อินเดียเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับสองของโลกรองจากบราซิลมานานหลายปี โดยเมื่อปี 2022 มีส่วนแบ่งการตลาดโลกเกือบ 11% แต่หลังจากนั้น มูลค่าการส่งออกก็ลดลงถึง 1 ใน 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน ทำให้ในปี 2024 อินเดียตกไปอยู่อันดับที่ 7 ของประเทศผู้ส่งออกน้ำตาล
ข้อมูลทางการแสดงให้เห็นว่า การจัดซื้อเอทานอลโดยบริษัทน้ำมันของรัฐ ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2025 อยู่ที่ 9.04 พันล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากเพียง 380 ล้านลิตรในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2014 เนื่องจากอินเดียเร่งโครงการ EBP มากขึ้น หลังเปิดตัวโครงการครั้งแรกตั้งแต่ปี 2003
ซามีร์ ปาทิล ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล Sarsenapato Santaji Ghorpade ทางตะวันตกของอินเดีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ประมาณ 40% ของธุรกิจโรงงานยังเกี่ยวข้องกับน้ำตาล แต่ส่วนที่เหลือเกี่ยวข้องกับเอทานอลทั้งหมด โดยมีเกษตรกรประมาณ 6,000 ราย ที่ส่งอ้อยให้โรงงาน
“เรามุ่งเน้นไปที่เอทานอลมากขึ้น เพราะดีมานด์เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงนี้ กระตุ้นให้โรงงานขยายการดำเนินการมากขึ้น” ปาทิลกล่าว
คูมาร์ จากมูลนิธิปัลกิยา กล่าวว่า บริษัทใหญ่ ๆ ที่ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ล้วนกำลังขยายธุรกิจออกไปสู่การกลั่นเอทานอล โรงไฟฟ้าผลิตพลังงานร่วม (Cogeneration) และเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน
คูมาร์ยังกล่าวว่า อินเดียสร้างโรงกลั่นเอทานอลที่มีกำลังการผลิตเกินดีมานด์ที่คาดการณ์ในเป้าหมายปัจจุบันแล้ว โดยลงทุนไปมากกว่า 4.2 แสนล้านรูปี (ราว 1.46 แสนล้านบาท)
“กำลังการผลิตส่วนเกินนี้ อาจกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบาย กำหนดเป้าหมายการผสมเอทานอลที่สูงขึ้นไปอีกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และคาดว่า อินเดียจะประกาศห้ามส่งออกน้ำตาลบ่อยขึ้น และจะทำให้คู่แข่งอย่างบราซิล เยอรมนี ไทย และจีน สามารถเสริมจุดยืนตัวเองให้มั่นคง” คูมาร์กล่าว
“ในอีกห้าปีข้างหน้า ผมคิดว่าเราจะไม่มองอุตสาหกรรมน้ำตาลมากเท่าอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนน้ำตาลจะกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์พลอยได้” คูมาร์กล่าว
โรงงานน้ำตาลในรัฐทางตอนเหนือยังบอกว่า โรงงานรอบ ๆ บริเวณนี้ ไม่มีน้ำตาลเหลือพอสำหรับการส่งออกในช่วงฤดูกาลผลิตอีกหลายฤดูกาลข้างหน้าแล้ว อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวว่า ผลกระทบนี้ จะยังคงอยู่ไปอีกหลายฤดูกาล และหากอินเดียสูญเสียตลาดส่งออกน้ำตาลเพราะการผลิตเอทานอล ก็เป็นเรื่องยากที่จะได้ตลาดกลับคืนมา
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยังเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและการขาดแคลนน้ำฝน โดยเกษตรกรและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลชี้ว่า อุตสาหกรรมต้องเตรียมรับมือกับปริมาณอ้อยที่ลดลง
แม้เกษตรกรจะกล่าวว่า ดีมานด์อ้อยที่เพิ่มขึ้นจากโรงงานผลิตเอทานอลจะทำให้ราคาอ้อยสำหรับเกษตรกรดีขึ้น แต่สำหรับโรงงานน้ำตาลแล้ว ขณะที่เอทานอลกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ แต่ข้อจำกัดในการส่งออกได้ลดโอกาสในการทำกำไรจากการขายน้ำตาลในต่างประเทศ