เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สายมูห้ามพลาดสักการะ 3 องค์เทพเสริมสิริมงคล เทศกาลเจ“J-Licious” ไอคอนสยาม
Biz Movement สายมูห้ามพลาดสักการะ 3 องค์เทพเสริมสิริมงคล เทศกาลเจ“J-Licious” ไอคอนสยาม
กทม. จับมือตำรวจ-ขนส่ง ลุยยก ‘รถจมน้ำ-รถหนีน้ำ’  ทะลุ 1,000 คัน คืนผิวจราจรหลังน้ำลด
News กทม. จับมือตำรวจ-ขนส่ง ลุยยก ‘รถจมน้ำ-รถหนีน้ำ’ ทะลุ 1,000 คัน คืนผิวจราจรหลังน้ำลด
ACFM 2026 ปิดดีลคอนเทนต์ไทย 767 ล้าน จับคู่ธุรกิจ 396 นัด สูงกว่าเป้า
Economic ACFM 2026 ปิดดีลคอนเทนต์ไทย 767 ล้าน จับคู่ธุรกิจ 396 นัด สูงกว่าเป้า
IMF ชี้เสี่ยง AI ปรับฐาน กระทบเงินทุนโลก ย้ำไทยเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน
Finance IMF ชี้เสี่ยง AI ปรับฐาน กระทบเงินทุนโลก ย้ำไทยเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน
‘จากภาษีสู่คลังดิจิทัล’ 4 ประเทศเชื่อมระบบภาษี-การคลัง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารเงินรัฐ
Finance ‘จากภาษีสู่คลังดิจิทัล’ 4 ประเทศเชื่อมระบบภาษี-การคลัง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารเงินรัฐ
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,300 บาท
‘อนุทิน’ มั่นใจเพื่อไทยโหวตรัฐบาล ญัตติไม่ไว้วางใจดูแล้วไม่เข้าท่า
Politics ‘อนุทิน’ มั่นใจเพื่อไทยโหวตรัฐบาล ญัตติไม่ไว้วางใจดูแล้วไม่เข้าท่า
กทม. ดึง 17 ‘เขตบัดดี้’ เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม เอกสารครบอนุมัติใน 2 วัน
News กทม. ดึง 17 ‘เขตบัดดี้’ เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม เอกสารครบอนุมัติใน 2 วัน
เครือข่ายภูมิอากาศอาเซียนเสนอ 10 ข้อ ต่อที่ประชุม IMF-World Bank
SD เครือข่ายภูมิอากาศอาเซียนเสนอ 10 ข้อ ต่อที่ประชุม IMF-World Bank
อนุทิน ปัดตอบปม ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม อ้างไม่ได้ยินเรื่องนี้
Politics อนุทิน ปัดตอบปม ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม อ้างไม่ได้ยินเรื่องนี้
ดูทั้งหมด

ปชน. ชูวาระ ‘ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย’ ยก 4 เครื่องยนต์ใหม่เคลื่อนประเทศ

22 พ.ย. 2568 | 19:18น.
ปชน. ชูวาระ 'ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย' ยก 4 เครื่องยนต์ใหม่เคลื่อนประเทศ

พรรค ปชน. ชูวาระ “ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย” ยก 4 เครื่องยนต์ใหม่เคลื่อนประเทศ เอาจริงปฏิรูปภาครัฐเป็น “รัฐทันโลก” โปร่งใส-คล่องแคล่ว-เสริมอำนาจประชาชน-ตอบสนองทันสถานการณ์

ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย” ร่วมเสวนาโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน “รีชาร์จประชาชน” ที่พรรคฯ จัดขึ้นเพื่อเปิดแนวนโยบายความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก

เริ่มต้นโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในหัวข้อ “ฟื้นภาคการผลิตไทย ยุทธศาสตร์เชื่อมโลกใหม่” โดยเสนอนโยบาย “รีชาร์จเศรษฐกิจไทยด้วย 4 เครื่องยนต์ใหม่”

วีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า “การเมืองสีเทา” กำลังส่งผลกระทบด้านลบกับเศรษฐกิจไทยหลายทาง เพราะทำให้เงินไหลจากการทำมาหากินแบบปกติไปสู่เศรษฐกิจใต้ดิน ทำให้การจัดสรรงบประมาณเต็มไปด้วยความฉ้อฉล และบริการสาธารณะด้อยคุณภาพ ในขณะที่ผู้คนก็พลอยมองหาแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นเฉพาะหน้า มุ่งหน้าหาแต่คอนเน็กชันการเมือง ส่วนคนเก่งๆ ก็หาทางไปทำงานต่างประเทศ

จากนั้น วีระยุทธ จึงเสนอว่าหากได้รับความไว้ใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ พรรคประชาชนพร้อมปรับยุทธศาสตร์ใหญ่ ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทยใน 4 เครื่องยนต์ ได้แก่ (1) พัฒนาทักษะคนไทยรูปแบบใหม่ (2) ยกเครื่องอุตสาหกรรมเก่าขึ้นเป็นอุตสาหกรรมใหม่ (3) หนุนเกษตรหลากหลาย สร้างดีมานด์กระตุ้นซัพพลาย และ (4) คอนเน็กไทยกับโลกเพื่อร่วมขบวนเทคโนโลยีแห่งอนาคต

เครื่องยนต์ที่ 1 พัฒนาทักษะคนไทยรูปแบบใหม่ จากงบประมาณปี 2568 พบว่างบสำหรับยกระดับทักษะคนวัยทำงานไม่ถึง 10,000 ล้านบาท เทียบกับงบปรับปรุงแหล่งน้ำ 30,000 ล้านบาท หรืองบซ่อมถนนที่สูงถึง 50,000 ล้านบาท สะท้อนว่าเราลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” น้อยเกินไป ที่แย่กว่านั้น คือในงบไม่ถึง 10,000 ล้านบาท เงินก็ไม่ถึงคนทั้งหมด เช่น งบกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 20% ถูกใช้ไปปรับปรุงอาคารไม่ใช่พัฒนาคน นอกจากนี้ ระบบราชการไทยยังมีแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ถึง 12 แพลตฟอร์ม กระจายอยู่ใน 5 กระทรวง โดยไม่เชื่อมต่อกันเลย

ดังนั้น หากจะยกระดับทักษะคนไทยให้แข่งกับโลกได้ เราต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำนโยบาย เริ่มตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ทั้งสำหรับคนทั่วไปและแบบเฉพาะเจาะจงรายอุตสาหกรรม ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ใช้ “รัฐนำ รัฐทำเอง” แต่ให้รัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ แต่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกคอร์สและรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละคนเอง โดยมีการแข่งขันกันระหว่างเอกชนผู้ให้บริการ เพื่อให้เกิดราคาและคุณภาพที่ดีที่สุดกับผู้เรียน

เครื่องยนต์ที่ 2 ยกเครื่องอุตสาหกรรมเก่าขึ้นเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ไทยสามารถยกระดับภาคการผลิตเพื่อตอบสนองต่อ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย หากยกระดับได้ เช่น จากการผลิตไดร์เป่าผมธรรมดา ไปเป็นไดร์เป่าผมที่มีเทคโนโลยีถนอมเส้นผม ราคาก็จะสูงขึ้นได้ 10 เท่า จาก 600 บาท เป็น 6,000 บาท

เราสามารถเป็น “สังคมสูงวัยที่มีความสุขและมีเทคโนโลยี” ได้ โดยรัฐสนับสนุนกองทุนยกระดับอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยไม่ต้องเน้นแต่การสร้างนวัตกรรมที่ไกลตัว แต่กระตุ้นให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพการผลิต ทำสินค้าให้เก่งขึ้น เติมอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงวัย ในขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนกระบวนการตรวจรับรองมาตรฐาน ISO 13485 สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปพร้อมกับบูรณาการระบบการขึ้นทะเบียนสินค้าที่ปัจจุบันล่าช้าและขาดการประสานงานระหว่างแล็บทดสอบ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมทรัพย์สินทางปัญญา

เครื่องยนต์ที่ 3 หนุนเกษตรหลากหลาย สร้างดีมานด์กระตุ้นซัพพลาย ในด้านสินค้าเกษตร วีระยุทธยกตัวอย่าง “สตรอว์เบอร์รีญี่ปุ่น” ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของสายพันธุ์ ทำให้แต่ละเมืองแทบจะมีสตรอว์เบอร์รีเป็นของตัวเอง เพราะแตกต่างทั้งรูปร่าง ความแข็งความนิ่ม รสชาติ จนถึงระดับน้ำตาล

ที่สินค้าเกษตรญี่ปุ่นมีราคาสูง คุณภาพดีนั้น เกิดจากความต้องการอันซับซ้อนของชาวญี่ปุ่นเองด้วย เมื่อไปเที่ยวแต่ละเมือง คนญี่ปุ่นไม่ได้หวังจะกินสตรอว์เบอร์รีรูปร่างเดิม รสชาติเดิม แต่ต้องการไปลองหน้าตาใหม่ ความเปรี้ยวหวานแบบใหม่ ที่เกิดจากดินแต่ละเมืองและวิธีพัฒนาพันธุ์ที่ต่างกัน ดีมานด์อันรุ่มรวยของคนญี่ปุ่นเป็นตัวขับให้เกษตรกรแต่ละฟาร์มสามารถเข้าสู่ตลาดสตรอว์เบอร์รีได้เรื่อยๆ

ประตูการค้าไม่ถูกตอกสนิทปิดตายจากรายใหญ่เจ้าตลาด เกษตรกรรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาแข่งขันก็สามารถเริ่มต้นพัฒนาพันธุ์ใหม่ เสาะหารูปแบบและรสชาติที่แตกต่างมาขายได้เสมอ แถมยังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ชวนให้ผู้คนอยากออกเดินทางไปแสวงหา “รสชาติเฉพาะ” ของแต่ละเมือง ในทางนโยบายมีรายละเอียดเรื่องสหกรณ์การเกษตร กลไกภาษี การกระจายอำนาจ ตลอดจนความสามารถในการผลิตเครื่องจักรกลที่เป็นองค์ประกอบผลักดันให้ภาคเกษตรญี่ปุ่นเดินมาถึงจุดนี้

แต่บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งก็คือ จะจัดการสินค้าเกษตรให้เติบโตดีมีราคา ทำแต่ด้านผู้ผลิตอย่างเดียวไม่พอแน่นอน ต้องยกระดับดีมานด์ให้รุ่มรวยขึ้นไปด้วย เพราะถ้าผู้บริโภคไม่เรื่องมากพอ สินค้าก็จะไร้ความหลากหลาย พอสินค้าไร้ความหลากหลาย ก็จะมีแต่ผู้ผลิตรายเดิมที่กุมตลาดและช่องทางการขายไว้ ไม่มีพื้นที่เหลือให้ผู้เล่นหน้าใหม่กล้าคิดกล้าทดลอง

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

เครื่องยนต์ที่ 4 คอนเน็กไทยกับโลกเพื่อร่วมขบวนเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย วีระยุทธเสนอว่าเราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ด้านการต่างประเทศด้วย จากที่เราคาดหวังแต่เพียงการดึงดูดบริษัทต่างชาติให้เข้ามาลงทุน และใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตในกรอบเดิม ก็สามารถปรับมาสู่การเดินหน้าจับมือกับประเทศต่างๆ เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่นญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ

เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังการเลือกตั้งปี 2569 จะไม่มีการเมืองสีเทาและเศรษฐกิจเก่าอีกแล้ว เพราะหากไม่กลายเป็นการเมืองสีขาวและเศรษฐกิจใหม่ ก็จะกลายเป็นยุคแห่งการเมืองสีดำ ที่มาพร้อมกับความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจใต้ดิน

จากนั้น ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในหัวข้อ “สร้างรัฐทันโลก” ระบุว่า จากข้อเสนอของวีระยุทธ มีหลายเรื่องที่รัฐต้องทำ แต่แทนที่รัฐจะเป็นทางออกของปัญหาต่างๆ รัฐไทยหลายครั้งกลายเป็นปัญหาเสียเอง ดังนั้นเราไม่สามารถพาประเทศไปข้างหน้า ผ่านความท้าทายใหม่ๆ ของโลกได้ ถ้าเราไม่เริ่มจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐไทย เพื่อให้เป็น “รัฐทันโลก” หรือ “future-ready” เตรียมความพร้อมรับมือกับอนาคตได้

โดย 4 โจทย์ใหญ่ของรัฐทันโลก ต้องแก้ปัญหาเรื้อรังที่มีมานาน ทั้งเรื่องโครงสร้างของรัฐที่ใหญ่โตเทอะทะ งบประมาณที่รวมศูนย์ กฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งทาง TDRI เคยเสนอเรื่องกิโยตินกฎหมาย แต่ 10 ปีที่ผ่านมา ยกเลิกกฎหมายได้เพียง 25% ดังนั้นถ้าจะยกเลิกให้ครบ 100% ต้องใช้เวลา 40 ปี รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน และเป็นรัฐที่ไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ดังนั้นเราต้องเสริมสมรรถนะใหม่ให้กับรัฐ สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ ประชาชน เอกชน ภาคประชาสังคมไปด้วยกัน

อย่างแรก เราต้องการรัฐที่ CLEAN สู้กับคอร์รัปชัน ไม่ใช่ไปร่วมกับการคอร์รัปชันเสียเอง อย่างที่สอง ต้องการรัฐที่ LEAN กระฉับกระเฉงว่องไว ไม่อุ้ยอ้ายไปด้วยบุคลากรจำนวนมากที่อาจไม่ได้ใช้ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ อย่างที่สาม รัฐที่ EMPOWERING ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีอำนาจ สนับสนุนให้ประชาชนไปถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองได้ และสุดท้ายรัฐที่ RESPONSIVE ตอบสนองอย่างว่องไวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนปัจจุบันที่รัฐออกมาช้าสุด ประชาชนต้องออกมาก่อน ดังนั้นต้องมีทั้ง 4 คุณสมบัตินี้ถึงจะเป็นรัฐทันโลก

เรื่องแรกที่ต้องทำคือ “การปฏิรูประบบงบประมาณ” ปัจจุบันงบประมาณของประเทศไทย แบ่งเป็น 4 ก้อนหลัก คือค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์ เช่น เงินเดือนของข้าราชการ สวัสดิการตามกฏหมาย ประมาณเกือบ 2 ล้านล้านบาทจากงบประมาณในแต่ละปี ต่อมาคือค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน เช่น งบผูกพัน ค่าเช่าตึกสำนักงาน ทุนการศึกษาของนักเรียนทุน ประมาณ 6.7 แสนล้านบาท ต่อมาคือค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่าไฟ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท นั่นเท่ากับจากงบประมาณเกือบ 4 ล้านล้านบาทในแต่ละปี เหลืองบที่จะเอาไปใช้พัฒนาประเทศ คิดโครงการใหม่ๆ ลงทุนในมนุษย์ เพียงประมาณ 6.8 แสนล้านบาท และน้อยลงเรื่อยๆ ทุกปี

ถ้าเราไม่เริ่มแก้จากตรงนี้ ไม่มีทางพาประเทศไปข้างหน้าได้ วิธีการทำคือต้องลดก้อนค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์ ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพรรคไม่มีนโยบายตัดบำนาญ หรืออีกวิธีคือการยืดพื้นที่งบประมาณให้มากขึ้น ซึ่งจะได้จากการกู้เงินหรือต้องเก็บภาษีให้ได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ตามที่มีข่าวรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พูดถึงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% แต่ไม่ว่าเราเก็บเข้ามาเท่าไร ถ้ามันรั่วออกไปจากการคอร์รัปชันก็ไม่มีประโยชน์

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน

เรื่องต่อมาคือการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ที่ผ่านมาประเทศไทยชอบสร้างถนน สร้างตึกอาคาร สร้างแหล่งน้ำ มากกว่าสร้างคน รองลงมาคือการซื้อของ เฉพาะสองก้อนนี้รวมกันเป็นประมาณ 80% ของงบประมาณที่ใช้จัดซื้อจัดจ้างของทั้งประเทศ ถ้าเราสามารถทำให้เงินก้อนนี้สะอาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดงบประมาณได้ดีขึ้น เราจะมีเงินเหลือไปลงทุน กลับเข้ากระเป๋าของรัฐได้ทันทีประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท เยอะกว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ด้วยซ้ำ นี่เป็นเรื่องที่รัฐจำเป็นต้องทำ ปล่อยให้เรื่องเทาๆ เกิดขึ้นกับงบประมาณไทยต่อไปไม่ได้

นอกจากนี้เราต้องการระบบที่ดีที่จะป้องกันการโกง ในการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องแบ่งตลาดให้ชัดเจนว่าเรากำลังพูดถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างประเภทไหน โดยสินค้ากลุ่มใหญ่ที่กินงบประมาณไปแล้วประมาณ 630,000 ล้านบาท คือสินค้าที่มีมูลค่าสูงแต่มีผู้ขายหรือผู้ค้าน้อยราย เช่นงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีคู่แข่งน้อย แต่เราต้องทำพยายามทำให้เกิดการแข่งขันและความโปร่งใสให้ได้มากที่สุด ต้องทำความเข้าใจแต่ละตลาดจึงจะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละแบบได้

และท้ายที่สุด การเปิดเผยข้อมูลมีความสำคัญที่สุด เพราะแม้มี สส. 500 คน ก็มีดวงตาได้แค่ 500 คู่ แต่เมื่อไหร่ที่เปิดเผยข้อมูล จะมีดวงตาอีกเป็นสิบล้านคู่ที่จับจ้องตรวจสอบไปพร้อมกัน อย่างไรก็ดี ระบบเปิดเผยข้อมูลปัจจุบันของกรมบัญชีกลาง (electronic government procurement) มีการเปิดเผยข้อมูลในช่วงก่อนทำสัญญา ช่วงทำสัญญา แต่ไม่เคยเปิดเผยช่วงหลังทำสัญญา เช่น การบริหารสัญญา การแก้สัญญา ความคืบหน้าโครงการ บริษัททิ้งงาน

กรณีตัวอย่างคือตึก สตง.ถล่ม ซึ่งมีหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในนั้นคือมีการแก้ไขสัญญาโดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่องและไม่สามารถล่วงรู้ได้เพราะข้อมูลส่วนนี้ไม่เคยถูกเปิดเผย ทั้งที่กรมบัญชีกลางมีข้อมูลทั้งหมด จึงกลายเป็นจุดบอด ถ้าเปิดเผยข้อมูลได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จะสามารถป้องกันการทุจริตในอนาคตได้โดยใช้เทคโนโลยี เช่น AI เข้ามาช่วยในการจับพิรุธ แจ้งเตือนก่อนว่าโครงการไหนผิดปกติ ต้องเข้าไปตรวจสอบหรือไม่.นอกจากนี้เราต้องการรัฐที่ฉลาดและมีความสามารถ หลายเรื่องถ้าจะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ต้องใช้กลไกที่รัฐอาจไม่คุ้นชินในปัจจุบัน เช่นการให้เงินอุดหนุน รัฐต้องกล้าเสี่ยงในเรื่องนี้ หากประเมินความคุ้มค่าตามหลักวิชาการแล้วว่าบริษัทไหนที่ควรได้รับการสนับสนุน รัฐต้องกล้าเสี่ยงในเรื่องนี้ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างแบบมียุทธศาสตร์

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ปิดท้ายด้วย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งเป็นแขกรับเชิญ กล่าวในหัวข้อ “สร้างงานดี เศรษฐกิจมีพลวัต ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาลหน้า” ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเหลือเพียงประมาณ 2% หากดูการประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในปีหน้า 2569 ประเทศไทยจะเติบโตต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออก เหนือกว่าญี่ปุ่นประเทศเดียว ถ้าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยจะไม่สามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

โดยปัจจุบันรายได้ต่อหัวที่จะก้าวเป็นประเทศรายได้สูงอยู่ที่เกือบ 14,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ประเทศไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 7,100 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี หรือประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ขั้นต่ำของประเทศรายได้สูง

แม้เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่คนไทยไม่ว่างงาน อัตราการว่างานต่ำกว่า 1% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การมีงานทำ แต่ต้องเป็น “งานที่ดี” ข้อเท็จจริงที่เราเป็นห่วง คือจาก 15 ปีย้อนหลัง ข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเศรษฐกิจพัฒนาไป ผลจากการพัฒนาตกกับคนทำงานน้อยลงเรื่อยๆ และเมื่อเศรษฐกิจยิ่งโตช้า คนที่จะเดือดร้อนคือคนรายได้น้อย

ประเทศไทยเจอกับโจทย์ที่ท้าทาย ทั้งเรื่องคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาล การฟอกเงิน ซึ่งมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง ตนได้ยินมาจากการพูดคุยกับคนในวงการการเงิน ว่าตอนนี้มีบรรดาผู้มีอิทธิพลในเมืองไทยกำลังสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ คือการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแก่การฟอกเงิน เช่น บริษัทในตลาดหุ้น ธนาคาร บริษัทจดทะเบียน คริปโทโคเรนซี โดยจะมีรายได้จากการทำให้แหล่งเงินนอกระบบมาอยู่ในระบบ นี่เป็นโมเดลที่น่ากลัวอย่างยิ่ง และอาจทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่ไว้วางใจที่จะฝากเงินไว้ในประเทศไทย

ดังนั้น โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศไทย ไม่ใช่การดึงดูดการลงทุนเยอะๆ แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปีนี้จะทำลายสถิติของปีที่แล้ว แต่ปัญหาคือประชาชนทั่วไปไม่ได้รู้สึกว่ารายได้ของตัวเองดีขึ้น หรือทำมาหากินดีขึ้น ดังนั้นการสร้างงานที่ดี ควรเป็นโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญที่จะตอบโจทย์ผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะถึงได้ แต่การจะได้งานที่ดีก็ต้องมีทักษะที่ดี ดังนั้นต้องสร้างทั้งสองอย่างนี้ควบคู่กัน

ที่ผ่านมาถ้าดูว่าทำไมเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ คำอธิบายมี 2 ชุด ชุดแรกคือศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจเราสูง เพียงแต่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงขาลง วิธีแก้คือต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งมันจะได้ผลถ้าศักยภาพของเราสูง แต่ปัจจุบันตนกำลังสงสัยว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำเพราะศักยภาพต่ำด้วยหรือไม่ หมายความว่าโตได้แค่นี้ เพราะเครื่องจักรในด้านการผลิตอ่อนแอลง การไปกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ได้ผลมาก

เปรียบเสมือนเครื่องบินลำหนึ่ง เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยจะมี 2 ด้าน คือการบริโภค กับ การผลิต แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้เครื่องยนต์ด้านการบริโภคเยอะมาก เช่น นโยบายคนละครึ่ง การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การกระตุ้นการลงทุนของเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ ทำแบบนี้เยอะจนเริ่มเป็นความเสี่ยงทางการคลัง

ซึ่งต้องฝากทุกพรรคการเมืองระมัดระวัง ว่าถ้ายังใช้จ่ายภาครัฐ สร้างหนี้ไปเรื่อยๆ จะเกิดความเสี่ยง เช่นปีหน้าประเทศไทยอาจถูกทบทวนเครดิตเรตติ้ง ถ้าลดลงเท่ากับประเทศในอินโดจีนเช่นเวียดนาม จะแปลว่าอัตราการกู้ยืมของภาครัฐจะสูงขึ้น เงินที่จะเอาไปลงทุนก็ต้องหายไปอีกเพราะต้องเอาไปใช้หนี้ ดังนั้นเครื่องยนต์ด้านการบริโภคจึงมีขีดจำกัดแล้ว ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการผลิต ยังทำน้อยมาก จึงเปรียบเหมือนเครื่องบินที่บินแล้วเอียง ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือต้องยกระดับด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม การบริการ บริการของรัฐ ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้เครื่องยนต์ทั้งสองข้างสมดุลกัน

ทั้งนี้ เหตุผลที่ด้านการผลิตของไทยไม่ค่อยเข้มแข็ง มี 3 สาเหตุสำคัญ (1) ขาดแรงงาน จากอัตราการเกิดที่ต่ำต่อเนื่อง และมีคนตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งจำนวนมากอยู่ในวัยแรงงาน รวมถึงเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ และการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าทุกวันนี้มีจำนวนมากเกินไปหรือไม่ อีกทั้งคุณภาพการศึกษายังมีปัญหา

(2) ขาดการลงทุนที่เหมาะสม งบลงทุนของภาครัฐลดลง การลงทุนจากต่างประเทศไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจภายใน จึงไม่สร้างงานดีให้คนไทยเท่าที่ควร กฎระเบียบมีปัญหา และ (3) ผลิตภาพหรือประสิทธิภาพต่ำ  เช่น ไม่ได้ลงทุนวิจัยพัฒนา ยกตัวอย่างการปรับปรุงพันธุ์ข้าว รัฐบาลเอาเงินไปอุ้มราคาข้าวปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท แต่ปรับปรุงพันธุ์ข้าวใช้งบแค่ประมาณ 100 ล้านบาทเท่านั้น อีกความท้าทายคือทุกวันนี้ใครทำอุตสาหกรรมจะเหนื่อยมาก เพราะต้องแข่งกับสินค้าจีนที่ผู้ผลิตลดราคาลงต่อเนื่อง ใครผลิตสินค้าแข่งกับจีนก็ต้องหั่นราคาสู้กันไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมรถยนต์

เช่นนี้แล้วคนไทยจะทำมาหากินอย่างไร จะโตต่อไปอย่างไร TDRI เสนอ 2 ความคิด (1) ต้อง LEAN เข้าไว้ ใช้ทรัพยากรให้คุ้ม เพราะแรงงานเรามีน้อย ใช้เงินทุนที่มีอยู่จำกัดอย่างเต็มที่ และ (2) ต้องสร้างเครื่องจักรใหม่แห่งการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร อุตสาหกรรม การบริการ เช่น ธุรกิจถ่ายทำภาพยนตร์ ธุรกิจร้านอาหารที่ต้องยกระดับมาตรฐาน การยกระดับสินค้าเกษตร เพราะเศรษฐกิจไทยจะไม่มีเครื่องจักรตัวใหญ่ๆ มาแบกเหมือนในอดีตอีกแล้ว เราต้องทำให้เกิดอุตสาหกรรมหลากหลาย เกิดธุรกิจหลากหลายเพื่อแบกเมืองไทยให้ดีขึ้น