เมื่อโลกจับตาการประชุม COP30 ที่บราซิล “Nextopia” กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ประเทศไทยไม่ได้แค่พูด แต่ลงมือทำจริง”
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 หรือ COP30 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ถือเป็นจุดขับเคลื่อนสำคัญในการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ประเทศทั่วโลกต้องรายงานความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำเสนอแผนการมีส่วนร่วมในระดับชาติ (Nationally Determined Contributions : NDC) ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางในทศวรรษหน้า
โครงการ Nextopia ของประเทศไทย กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงภาคเอกชน มีบทบาทกับเป้าหมาย Net Zero
รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC by MQDC) ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบกลไกความยั่งยืนของ Nextopia เชื่อว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ที่พิสูจน์ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนทำได้จริงในประเทศไทย
โดยตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2053 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 เป้าหมายเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ใน NDC ฉบับที่ประเทศไทยยื่นต่อสหประชาชาติ เมื่อครั้งประชุม COP30 ที่ผ่านมา
Nextopia จึงเป็นคำตอบในเรื่อง Sustainability ของประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร งบฯลงทุน 850 ล้านบาท ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่พาณิชย์ทั่วไป แต่เป็นการพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนสามารถดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่สุดของ NDC คือ การวัดและตรวจสอบการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแม่นยำ Nextopia จะทำได้จริง ผ่านการออกแบบอาคารและระบบจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ด้วยการใช้แสงธรรมชาติเป็นหลัก ไม่เน้นเปิดไฟในตอนกลางวัน ใช้โซลาร์เซลล์ผลิตพลังงาน และใช้ระบบทำความเย็นจากท่อน้ำใต้พื้นดิน ซึ่งจะให้ความเย็นในระดับความสูง 3.5 เมตร ข้อดีคือไม่ต้องให้เย็นทั้งอาคาร เป็นการประหยัดพลังงานถึง 30% นอกจากนี้ยังอยู่ในโปรแกรม UGT (Utility Green Tariff) ใช้พลังงานสะอาด 30% จากโซลาร์เซลล์บนหลังคา
“เราพยายามให้ระบบทั้งหมดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด พื้นที่นี้รองรับได้เกือบพันคน โดยไม่ร้อน ไม่อึดอัด เพราะใช้ Fresh Air 100% เน้นการออกแบบที่ดี”
การได้รับ FITWELL Certification 2 ดาว เป็นระดับสูงสุดในไทย และอยู่ระหว่างการขอรับรอง EDGE Certification ด้านสิ่งแวดล้อม ชี้ให้เห็นว่า Nextopia สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสำคัญต่อการรายงานผลต่อกรอบการทำงานของ UNFCCC
“ขยะ” เป็นอีกหนึ่งของแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยเฉพาะก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ในบ่อฝังกลบ การบรรลุเป้าหมาย Zero Waste Landfill จึงเป็นมากกว่าเรื่องจัดการขยะ แต่เป็นส่วนสำคัญของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ซึ่ง Nextopia มีระบบติดตามและตรวจสอบขยะอย่างเข้มงวด มีการชั่งน้ำหนักขยะทุกเช้าและเย็น วิเคราะห์องค์ประกอบของขยะ หากพบว่ามีพลาสติกหรืออาหารเหลือทิ้งจำนวนมากจากร้านใดร้านหนึ่ง เราจะหารือทันทีเพื่อเร่งแก้ไข เช่น ปรับขนาด Portion ของอาหาร หรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้
รศ.ดร.สิงห์เผยว่า เรามี 2 ทีมหลักคอยดูแล ทีม Sustainability ของสยามพิวรรธน์ และทีม Ecotopia ที่เก็บข้อมูลทุกอย่าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Zero Waste Landfill ได้จริง ๆ
อีกมิติสำคัญของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ ลดการขนส่งระยะไกล Nextopia มีนโยบายส่งเสริม Local Sourcing โดยขอให้ร้านค้าเปลี่ยนการนำเข้าวัตถุดิบมาใช้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นแทน เช่น จากชีสยุโรปมาเป็นชีสเชียงราย
“เราให้ชื่อผู้ผลิตท้องถิ่นที่มีคุณภาพกับร้านค้าแล้ว ราคาไม่สูงมาก แต่ช่วยลดคาร์บอนจากการขนส่งได้มาก”
ทั้งยังมีหลักเกณฑ์เข้มงวดคัดเลือกผู้ค้าใน 6-7 ข้อ รวมถึงการไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ให้ใช้พลาสติกย่อยสลายได้ ใช้น้ำกรองแทนขวดพลาสติก และปฏิบัติตาม Fair Trade โดยดูแล Supply Chain ไม่กดราคาจนผู้ผลิตอยู่ไม่ได้
รศ.ดร.สิงห์ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญ ที่ขัดขวางความพยายามในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นั่นคือ การขาด Database คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์และอาหารในประเทศไทย
แม้ไทยจะเป็น Food Hub of the World แต่ไม่มีใครเก็บข้อมูลว่า อาหารแต่ละอย่างปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ หากรัฐจริงจังกับ Net Zero ต้องเริ่มจาก Database ในจุดนี้
การขาดข้อมูล ทำให้ยากต่อการวัดผลอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญภายใต้กรอบการทำงานของ UNFCCC
ฉะนั้น Nextopia จึงเป็นพื้นที่แซนด์บอกซ์ภายในสยามพารากอนรวม 500,000 ตารางเมตร หากสำเร็จจะมีการขยายแนวคิดนี้ไปอีกหลายพื้นที่ เพื่อช่วยลดผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ
โครงการใหม่อยู่ในช่วงทดลอง 2 ปี เพื่อประเมินผลและปรับปรุง พร้อมจัดทำเป็นเอกสาร Lessons Learned ทุก 2-3 ปี
“เราต้องการทำให้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเริ่มใหม่หรือทำพลาดซ้ำ เวลามีจำกัด หากบรรลุเป้าหมาย Net Zero เราต้องเร่งขยายโมเดลที่ได้ผลให้เร็วที่สุด”
การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่รัฐบาลกำหนดนโยบาย เอกชนจะเป็นผู้ปฏิบัติจริง ดังตัวอย่างของ Nextopia ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นรูปธรรมได้
รศ.ดร.สิงห์เน้นย้ำว่า เราไม่ได้แค่พูดว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เรามีข้อมูล มีระบบติดตาม มีมาตรฐานสากลรับรอง และที่สำคัญเราโปร่งใส ไม่ Greenwash เรื่องความโปร่งใสก็เป็นประเด็นที่ COP30 ให้ความสำคัญคือ การป้องกัน Greenwashing และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือนโยบาย แต่ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจ และพร้อมขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลง
เราจึงมุ่งให้ความรู้แก่ Gen Y และ Gen Z ผ่าน 4 Ambassadors อายุ 22-25 ปี เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ยั่งยืนและทำได้จริง เห็นผลชัดเจน โดยเปิดให้นักเรียนเข้ามาศึกษาได้ 3 รอบต่อวัน รองรับได้เดือนละ 3,000-4,000 คน
Nextopia เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในระดับนโยบาย แต่ในการปฏิบัติที่จับต้องได้
“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ ยกระดับตัวเองสู่เวทีโลก เราสามารถเป็นผู้นำอาเซียนได้โดยร่วมมือร่วมใจทำจริง เพราะบทเรียนจากภัยพิบัติมันใกล้ตัวทุกคนเข้ามาทุกที”