โตโยต้ารายงานยอดขายรถยนต์ทั่วโลก ปี 2025 อยู่ที่ 10,536,807 คัน เพิ่มขึ้น 3.7% จากปี 2024 นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี ครองแชมป์ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน แม้จะเผชิญภาษีรถยนต์ของสหรัฐ และรถยนต์สัญชาติจีนเข้ามาในตลาดมากขึ้น
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า โตโยต้า มอเตอร์ รายงานยอดขายรถยนต์รวมทั่วโลกปี 2025 ของบริษัทที่ 10,536,807 คัน นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบสองปี โดยยังคงรักษายอดขายที่แข็งแกร่งในอเมริกาเหนือได้ แม้จะมีภาษีนำเข้ารถยนต์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ก็ตาม
ยอดขายรวมของโตโยต้าและแบรนด์เลกซัส ซึ่งเป็นแบรนด์รถหรูในเครือโตโยต้า เพิ่มขึ้น 3.7% จากปีก่อนหน้า ด้วยดีมานด์ที่แข็งแกร่งในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น แอฟริกา และอื่น ๆ อีกทั้งยอดขายรวมนอกประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่กว่า 9 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 3.6% จากปี 2024 ครองแชมป์ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน และแซงหน้ายอดขายรวมของโฟล์คสวาเกนจากเยอรมนี ในปี 2025 ซึ่งขายได้ 8,983,900 คัน
การประกาศยอดขายของโตโยต้า เกิดขึ้นในบริบทที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนเข้ามาในตลาดรถยนต์โลกมากขึ้น โดยในปี 2025 ยอดขายรวมทั้งหมดของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน แซงหน้ายอดขายรวมทั้งหมดของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
ในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของยอดขายทั่วโลก โตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 2.9 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 7.3% จากปี 2024 และยังรักษายอดขายรถยนต์ไฮบริดได้อย่างมั่นคง
ยอดขายรถยนต์เฉพาะในสหรัฐอย่างเดียว เติบโต 8% โดยการส่งออกจากโรงงานญี่ปุ่นไปยังสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.2% จากปีก่อนหน้า เป็น 615,204 คัน แม้หลังทรัมป์จะประกาศใช้ภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่น ก็ยังมีบางเดือนที่ยอดขายเติบโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกันปีต่อปี
ปัจจุบัน สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง จากญี่ปุ่น 15% ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับลดจาก 27.5% หลังบรรลุข้อตกลงการค้าเดือนกรกฎาคม มีผลบังคับใช้เดือนกันยายน อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.5% (อ่านต่อ)
ในประเทศจีน รวมถึงฮ่องกงและมาเก๊า โตโยต้าขายรถยนต์ได้ 1.78 ล้านคัน ทรงตัวเกือบเท่าเดิม โดยเผชิญกับดีมานด์ของรถไฮบริดและรถอีวี รุ่นแบตเตอรี่ใหม่ อาทิ bZ3X และ bZ5 แม้จะมีการแข่งขันอย่างดุเดือดจากเจ้าถิ่นผู้ผลิตรถอีวี
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอดขายในอินโดนีเซียลดลง 12.2% เหลือ 260,446 คัน เนื่องจากการตรวจสอบสินเชื่อที่เข้มงวดและการเก็บภาษีเพิ่มเติม ขณะที่ยอดขายในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 4.4% เป็น 230,038 คัน โดยรถที่มีดีมานด์สูงคือ รถคอมแพคซีดาน Yaris Ativ และรถกระบะ Hilux
ในอินเดีย มียอดขายเพิ่มขึ้น 17.1% เป็น 351,412 คัน ได้รับแรงหนุนจาก 2 ปัจจัย คือ นโยบายการลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ และดีมานด์รถรุ่นหลัก ๆ เช่น รถ SUV Urban Cruiser Hyryder
เมื่อพิจารณาตามประเภทของรถยนต์ รถไฮบริดถือเป็นสินค้าทำเงินหลักที่สร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งให้กับบริษัท โดยคิดเป็น 42% ของยอดขายทั้งหมด หรืออยู่ที่ 4.4 ล้านคันทั่วโลก ขณะที่รถอีวีมียอดขาย 199,137 คัน เพิ่มขึ้น 42.4% จากปีก่อนหน้า