Skip to content

ศึกกัมพูชาถล่มนิคมสระแก้ว ‘ด่านปิด-โรงเกลือซึม’ ฉุดนักลงทุนหาย

05 ก.พ. 2569 | 06:58น.
ศึกกัมพูชาถล่มนิคมสระแก้ว ‘ด่านปิด-โรงเกลือซึม’ ฉุดนักลงทุนหาย

นิคมอุตสาหกรรมชายแดนไปไม่รอด เผย 8 ปีตั้งได้แค่ 2 แห่ง ด้านนิคมสระแก้วยอมรับเข็นต่อไม่ไหว เจอเหตุปะทะชายแดนกัมพูชาถล่มซ้ำ แถมปิดด่านค้าขาย ทำบรรยากาศซบเซา นักลงทุนหายเกลี้ยง อัดโปรโมชั่นเว้นค่าเช่า 3 เดือน คาดไม่น่าฟื้นเร็ว แม้มีรัฐบาลใหม่แล้วก็ตาม ชี้มูลค่าปี’68 ติดลบเกือบ 50% สวนทางยอดรวมค้าผ่านแดนทะลัก 1.04 ล้านล้าน

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีนโยบายสำคัญที่จะกระจายรายได้และกระจายพื้นที่การลงทุนไปสู่จังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับชายแดน โดยมอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เร่งจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษและพัฒนาพื้นที่ชายแดน (SEZ) 10 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ตาก สงขลา ตราด มุกดาหาร หนองคาย นราธิวาส กาญจนบุรี เชียงราย และนครพนม

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยในบางจังหวัดตามนโยบายของรัฐบาลยังไม่สามารถจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมขึ้นได้ ทั้งปัญหาของพื้นที่ที่บางแห่งติดกรรมสิทธิ์ของกรมธนารักษ์ และบางแห่งมีปัญหาความไม่สงบในพื้นที่เอง บางพื้นที่ไม่มีผู้ร่วมพัฒนาโครงการ เอกสารสิทธิซ้ำซ้อน ทำไปแล้วไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน จึงไม่มีผู้ยื่นประมูล ทำให้ต้องมีการปรับแผนการลงทุนมาตลอด ส่งผลให้ปัจจุบัน กนอ.จัดตั้งนิคม SEZ ได้เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมสงขลา (สะเดา)

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กนอ.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว จากสถานการณ์ในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว โดยยกเว้นค่าเช่าที่ดิน และยกเว้นค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมงวดการชำระปี 2569 โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป คิดเป็นมูลค่าความช่วยเหลือที่ กนอ.สนับสนุนรวมกว่า 1.83 ล้านบาท เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด

ปัจจุบันนิคมสระแก้วมีเม็ดเงินลงทุนสะสมรวม 502.59 ล้านบาท และมีการจ้างงาน 110 คน รวมทั้งมีโครงการขนาดใหญ่ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการขอก่อสร้าง อาทิ บริษัท ยูนิเทอร์นิตี้ กรุ๊ป จำกัด เพื่อผลิตบ้านสำเร็จรูปโครงสร้างเหล็กที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 303 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนรายใหม่ที่สนใจ นิคมยังมีพื้นที่คงเหลือพร้อมรองรับอีก 399.92 ไร่ แบ่งเป็นเขตประกอบการทั่วไป เขตโลจิสติกส์ เขตประกอบการเสรี และเขตพาณิชยกรรม โดยอัตราค่าเช่าที่ดินในปี 2569 เริ่มต้นที่ 191,730 บาทต่อไร่ต่อปี ในเขตประกอบการทั่วไป

นอกจากนี้ กนอ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังคงให้การสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนรายใหม่จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ดินและค่าบำรุงรักษานานถึง 2 ปีเต็ม ตามประกาศที่ 137/2568 พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบีโอไอ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ทางภาษี อาทิ การนำเข้าช่างเทคนิคต่างชาติ และการใช้บริการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อความรวดเร็วในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ

แหล่งข่าวอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้วเปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อยู่ในสภาวะค่อนข้างซบเซา แต่ผู้ประกอบการต้องพยายามประคองกิจการกันไป เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดน จึงได้รับผลกระทบจากปัญหาความมั่นคงและความปลอดภัย โดยก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการ กนอ.มีคำสั่งให้อพยพโรงงานออกจากพื้นที่บางส่วน และสั่งระงับการผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือผู้ประกอบการดำเนินกิจการเพียง 3-4 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าจำหน่ายให้กับตลาดโรงเกลือ และส่งต่อไปยังกัมพูชา

แต่เมื่อเกิดเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ด่านการค้าชายแดนถูกปิด รวมถึงตลาดโรงเกลือกลับมาเปิดให้บริการเพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติ ส่งผลให้การค้าขายรวมถึงการลงทุนในพื้นที่ชะงัก ทั้งนี้ ได้มีการประเมินว่า แม้จะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว แต่สถานการณ์อาจยังไม่สามารถคลี่คลายได้ทันที เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สังคมยังมีความเห็นแตกต่างกัน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ภาวะการค้าชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นศูนย์ และหากนับตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 พบว่าการค้าผ่าน 5 ด่าน ประกอบด้วย บ้านเขาดิน คลองหาด, บ้านคลองลึก อรัญประเทศ, หนองเอียน-สตึงบท อรัญประเทศ, หนองบรือ อรัญประเทศ และตาพระยา มีมูลค่าการค้า 92,037 ล้านบาท ติดลบ 47.3%

ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเผชิญความท้าทายอย่างยิ่ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ต้องปิดจุดผ่านแดน และการค้าหดตัวอย่างมาก รวมถึงด้านเมียนมา จากความไม่สงบในประเทศ และการออกมาตรการเข้มงวดควบคุมการนำเข้าสินค้าจากชายแดนไทยเข้าเมียนมา ทำให้การค้าชายแดนชะลอตัวตลอดช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม การค้าผ่านแดนในปี 2568 ยังคงขยายตัวสูงมากถึง 24.4% มีมูลค่ารวมกว่า 1.04 ล้านล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การค้าชายแดนและผ่านแดนโดยรวมยังขยายตัวได้ดี 6.7% มูลค่าการค้ารวมมากกว่า 1.93 ล้านล้านบาท โดยในปี 2569 คาดว่าการค้าผ่านแดนจะยังคงเป็นกำลังสำคัญและขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกยังคงเพิ่มขึ้น และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data Center ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในไทย

ขณะที่การค้าชายแดน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเปราะบาง และมีความกังวลว่าอาจเกิดเหตุปะทะกันได้อีก ซึ่งคาดว่าการเปิดด่านคงยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ เช่นเดียวกับด้านเมียนมาที่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อย และมาตรการทางการค้าของเมียนมาที่ส่งผลให้มีการปิดด่านชายแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 (แม่สอด-เมียวดี) มาตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568