เกรียงไกร เธียรนุกุล-พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในทันที เมื่อสื่อนอกตีแผ่สถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยที่เข้าขั้น “ไม่ปกติ”
เทียบแล้วเหมือนคนที่มีอาการป่วยและอยู่ระหว่างรอการรักษา แต่จะป่วยในระดับไหน รักษาได้หรือไม่ แล้วแต่การตีความ และวิเคราะห์วิจารณ์ ภายใต้เหตุผลและบริบทของแต่ละคนแต่ละฝ่าย
อาการป่วยรอรัฐบาลใหม่รักษา
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times : FT) เผยแพร่บทความ “ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร” หรือ “How Thailand become the ‘sick man’ of Asia” ในช่วงที่พรรคการเมืองไทยกำลังเดินสายหาเสียงอย่างหนักหน่วง และทุกพรรคต่างชูนโยบายจะเข้ามาแก้ปัญหาปากท้อง ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้า
เพราะครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเป็นยักษ์เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาคด้วยอัตราเลขสองหลัก
แต่ปัจจุบันปัจจัยของการขับเคลื่อนหลักอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จึงเป็นประเด็นสำคัญต่อการเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย และผู้สมัครคนอื่น ๆ ล้วนให้คำมั่นสัญญาว่า “จะเร่งฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย”
จากเดิมประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับติดอยู่ในภาวะชะงักงันด้วยอัตราการเติบโตประมาณ 2% มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
โดยเครื่องยนต์หลักอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ต่างก็อยู่ในช่วงซบเซา
การเติบโตที่สูงถึง 13% ในปี 1988 เมื่อประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น “เสือเอเชีย” ปัจจุบันกลายเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนรางไปแล้ว
เนื่องจากประชากรสูงวัยและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
“จากที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศไทยที่ไร้โรคภัย กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียภายใน 10 ปี” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยกล่าว “นั่นเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก”
โจทย์ใหญ่ ความไม่มั่นคงทางการเมือง
หนังสือพิมพ์ธุรกิจและการเงินรายใหญ่ระดับโลกรายงานอีกว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือ ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง กองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ในช่วง 2-3 ปีมานี้
นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โครงการและงบประมาณด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากรัฐบาลมี “ความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพ” ที่ดีกว่านี้ “เราจะสามารถกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้”
“ทุกอย่างกำลังพังทลาย” นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าว “เราไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง”
สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกำลังเพิ่มขึ้น ธนาคารกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้จึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชีย ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10% ในปี 2025 ในสกุลเงินท้องถิ่น
รัฐบาลคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 2% แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6% ซึ่งช้าที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“เรากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย” นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว เขาเตือนถึงแรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งบั่นทอนภาคการส่งออกที่สำคัญของประเทศ
“รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่” เขากล่าว
ภาคการผลิตตกต่ำมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าจีนราคาถูก และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตใหม่ ๆ เช่น เวียดนาม
สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่ ประเทศไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่บริษัทต่าง ๆ เช่น นิสสัน ฮอนด้า ซูซูกิ และอื่น ๆ ปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ต้องเร่งสร้างกำลังซื้อ
ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่าง “มาก” ของอุตสาหกรรมรถยนต์ ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
“ผลผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานลดลงจากระดับก่อนเกิดโรคระบาดและระดับสูงสุด” เธอกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนและความต้องการภายในประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องยกเลิกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น ศูนย์ข้อมูล การผลิตที่มีมูลค่าสูง ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ
แต่ภารกิจเร่งด่วนกว่านั้นคือการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของผู้บริโภคไทย
อัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP อยู่ใกล้ 90% ซึ่งสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ ฮ่องกง เนื่องจากค่าจ้างยังคงทรงตัว และประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี โดยอัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2025
คนไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
เศรษฐกิจ “ไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู” แต่ “หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้มาก” นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยของธนาคารกสิกรไทยกล่าวเสริม
นายกิตติกล่าวอีกว่า การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ กำลังชะงักงัน และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม ประเทศไทยบันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคนในปี 2025 ลดลง 7 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดที่ 40 ล้านคนในปี 2019
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังจากนักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัวโดยแก๊งมิจฉาชีพทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่าง ๆ เช่น เวียดนาม และญี่ปุ่น
บรรยากาศที่หดหู่ปรากฏให้เห็นทั่วกรุงเทพ ร้านอาหารร้าง โรงแรมไม่ค่อยเต็ม และผู้ค้าปลีกกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ถนนบรรทัดทอง ซึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารริมทางที่คึกคักสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหลายแห่งถูกบีบให้ต้องปิดตัวลง