เครื่องยนต์ท่องเที่ยวติด ๆ ดับ ๆ อดีตผู้ว่า ททท.แนะรัฐ เปลี่ยนเกมการตลาด
Yuthasak Suphasorn
นับตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมา ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งในด้านของจำนวน ตลาดหลักยังชะลอการเดินทาง ปัญหาด้านความปลอดภัย อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ประเด็นเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่สามารถกลับมาเติบโตได้เหมือนในอดีต ทั้งในแง่ของรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยว
“ยุทธศักดิ์ สุภสร” อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของจีดีพี และเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ
แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ท่องเที่ยวของประเทศไทยยังติด ๆ ดับ ๆ ส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การพยายามกลับไปเหมือนเดิม แต่ต้องเป็นการเริ่มต้นใหม่ (Restart) ด้วยคุณภาพที่สูงกว่าเดิม และจำเป็นต้องเปลี่ยนเกมการตลาดใหม่
กล่าวคือ การขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่มุ่งปริมาณสู่การขับเคลื่อนด้วยคุณค่า จากภาพจำเรื่องราคาถูกสู่ภาพลักษณ์ของความคุ้มค่า และจากความนิยมสู่ความเชื่อมั่น
สำคัญที่สุด คือ เรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อมั่น
พร้อมย้ำว่า ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่การลดราคาเพื่อแข่งขัน แต่คือการยกระดับคุณค่าของสินค้าและบริการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัย
“ประเทศไทยต้องสร้างแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนว่า ดินแดนแห่งรอยยิ้มนี้ต้องเป็นดินแดนแห่งคุณภาพและปลอดภัย”
“ยุทธศักดิ์” บอกด้วยว่า การมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้เข้ามาเที่ยวไทยนั้น จำเป็นต้องปรับทั้งระบบ ทุกทัชพอยต์ ตั้งแต่สนามบิน ระบบขนส่ง การบริการของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน ทำให้นักท่องเที่ยวมีความรู้สึกปลอดภัยตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าประเทศ
เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เพียงประเด็นด้านภาพลักษณ์ แต่คือปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางโดยตรง
การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย จึงควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติในมิติการท่องเที่ยว ตั้งแต่ระบบตรวจคนเข้าเมือง การคมนาคม การบังคับใช้กฎหมาย จนถึงคุณภาพการบริการของผู้ประกอบการในทุกระดับ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดูแลทั้งระบบ
ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาอีกด้านของการท่องเที่ยวไทย คือ การกระจุกตัวของรายได้และความเหลื่อมล้ำด้านการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกระจายรายได้
โดยที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรอง แต่ปัญหาคือคนไปเที่ยวไม่ใช้จ่าย หรือใช้จ่ายน้อยมาก ทั้งนี้ อาจเกิดจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองรองเป็นแบบแวะผ่าน หรือไปเช้าเย็นกลับ ทำให้เม็ดเงินไม่ตกอยู่ในพื้นที่จริง
ทั้งนี้ ยังพบว่าจังหวัดที่รายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ โดยมีรายได้รวมกันถึง 2.01 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70.25% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ
และหากคำนวณจังหวัดที่รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก จะพบว่ามีสัดส่วนรายได้ถึง 81.34% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ขณะที่อีก 67 จังหวัดมีสัดส่วนรายได้รวมกันเพียงแค่ 18.66% เท่านั้น
“แนวทางการแก้ปัญหาในประเด็นนี้คือ ต้องเร่งเชื่อมต่อระบบการคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบราง รถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองหลักไปสู่เมืองรองให้สะดวกและมีราคาที่เข้าถึงได้
พร้อมยกตัวอย่าง โมเดลของฝรั่งเศสที่ออกมาตรการภาษี หรือ Cash-back สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในเมืองรองอันดับท้าย ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกระจายตัวของรายได้และนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับบ้านพักชุมชนให้มีมาตรฐานสากลแทนการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว หรือโมเดลญี่ปุ่น ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว
และทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยยังไม่เร่งกระจายรายได้การท่องเที่ยว ความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้จะยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่ยากจะแก้ไขในอนาคต