รัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่ทันตั้งไข่ กลับเจอปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน สะเทือนซัพพลายเชนโลก โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
แม้การสู้รบอยู่ห่างจากไทย แต่ผลกระทบก็ทำให้ไทยเจ็บหนัก และอาจหนักที่สุดในเอเชีย เพราะไทยนำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง
ซ้ำเติมปัญหาในประเทศ จากเดิมที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เก่า ไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ ภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้นกำลังใกล้เข้ามา จนไทยกลายเป็นคนป่วยอาเซียน
ในโอกาสที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ครบรอบ 71 ปี ได้จัดเสวนาหาทางออกประเทศ ในหัวข้อ “โจทย์ใหญ่ประเทศไทย ความท้าทายของรัฐบาลใหม่” ผ่านมุมมอง นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนา
3 โจทย์ใหญ่ 3 โจทย์ย่อยประเทศ
นายสมเกียรติกล่าวว่า เรากำลังเผชิญกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การเติบโตของสื่อยุคใหม่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง สื่อดั้งเดิมต้องดิ้นรนปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ประเทศไทยมีโจทย์เยอะที่ควรจะแก้ไขมานานแต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข โจทย์ส่วนหนึ่งเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลกคือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์สงครามการค้า 2.การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เดือดร้อน และส่งผลต่อความสามารถทางด้านการแข่งขันของประเทศไทย หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ทัน 3.เรื่องเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเป็น 3 เรื่องที่คนทั้งโลกต้องแก้ไขทั้งสิ้น
ประเทศไทยยังมีโจทย์เฉพาะอีก 3 เรื่องใหญ่คือ 1.อัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่ออัตราการเจริญเติบโตของเราต่ำ รัฐบาลก็จะมีเงินใช้น้อย 2.โจทย์สังคมสูงวัย เรียกได้ว่าแก่ก่อนรวย มีผู้อายุเกิน 100 ปีกว่า 3.5 หมื่นคน และ 3.ปัญหาคอร์รัปชั่น การจะแก้ปัญหาเรื่องอะไรก็ตาม แต่ถ้ายังแก้คอร์รัปชั่นไม่ได้ก็จะเกิดความเสียหายไม่มีทางแก้ไขได้สำเร็จ สำคัญที่สุดในเรื่องปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องสร้างงานที่ดีให้กับคนจำนวนมาก แต่รััฐบาลจะดูแค่ปัญหาระยะสั้น ทำให้ปัญหาระยะยาวที่ควรจะถูกแก้ไขช้าออกไป

ครม.ใหม่ภาคธุรกิจต้องยอมรับ
นายสมเกียรติ กล่าวว่า การตั้งรัฐบาลใหม่เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ มีตัวถ่วงตั้งแต่ต้น คือความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ แต่ก็เดินไปได้ ไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น การตั้งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ต้องเป็นคนที่สังคมยอมรับ ภาคธุรกิจยอมรับ ยิ่งถ้าได้คนที่มีฝีมือที่ดีจะยิ่งได้คะแนนบวก แต่ถ้าได้คนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจก็ไม่ใช่ว่าจะเดินต่อไม่ได้ แต่จะต้องมีคำอธิบาย ไม่ให้มีข่าวอื้อฉาว ไม่ให้ปรากฏสิ่งที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบโจ๋งครึ่ม รัฐบาลก็จะอยู่ยาวได้และเดินหน้าต่อไปได้
ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลก็ดำเนินการต่อไป แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นโจทย์ใหม่ คือความรุนแรงในตะวันออกกลาง จะสั้นหรือยาวนั้นประเมินยาก แต่ตามข่าวเป็นไปได้ว่าอาจหลายสัปดาห์กว่าสงครามจะยุติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะยุติไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาสามารถจัดการเปลี่ยนระบอบในอิหร่านได้ แต่สุดท้ายคนที่ไม่พอใจจะเยอะและอาจพร้อมลงมือ เช่นมีการก่อการร้ายในจุดต่าง ๆ ดังนั้น จึงพูดได้ยากว่าจะไปจบตรงไหน แต่โดยรวมมีผลลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน ยากที่จะพูดว่าเท่าไร อย่างแรกคือราคาพลังงานจะสูงขึ้น การทำมาค้าขายลดลงไป และกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน
“ช่วงแรกของการเป็นรัฐบาลต้องอย่าให้เกิดข่าวไม่ดี ไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น และข่าวที่ทำให้ประชาชนเสียความมั่นใจ และควรป้องกันเหตุที่ควรป้องกันได้ เช่น การก่อการร้าย หรือสิ่งอื่น ๆ ที่กระทบต่อความเชื่อมั่น รวมถึงเรื่องที่จะทำให้มีการลดเรตติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ควรจะมีเงินทุนหรือกระสุนเผื่อเอาไว้ เน้นใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น อย่าทำโครงการใหญ่ที่สำเร็จยากแต่ผูกพันระยะยาว” นายสมเกียรติกล่าว
รัฐบาลหนูเร่งสร้างความเชื่อมั่น
ด้านนายดนุชากล่าวว่า โจทย์ของประเทศไทยในช่วงถัดไป คือเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความสามารถเพียงพอที่จะต้านทานปัจจัยต่าง ๆ ที่กระทบกับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสงครามต่าง ๆ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วมากในยุคปัจจุบัน ดังนั้น เราจะต้องสร้างหรือปรับโครงสร้างการผลิต เรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลผลิตใหม่ ๆ สร้างเศรษฐกิจสาขาใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศ
แต่โจทย์ใหญ่รัฐบาลในช่วงถัดไป มีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง คือต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและต่างประเทศ เพื่อให้ต่างชาติมีความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถบริหารงานด้านต่าง ๆ อยู่ในมาตรฐานสากล และทุกคนสามารถมาทำงานและลงทุนในประเทศไทยได้ โดยไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่ถูกต้อง

หวังเห็นหน้ารัฐมนตรีรุ่นใหม่
นายดนุชากล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นได้ อย่างแรกคือหน้าตารัฐมนตรี จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย ส่วนตัวอยากให้มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่เข้ามาบ้าง มีสัดส่วนให้เยอะ เพื่อสร้างการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง
“ประเทศไทยถึงจุดเปลี่ยน จากนี้ไปรัฐบาลก็ต้องเปลี่ยน คนที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาถ้าจะเป็นต่อไป นั่นหมายถึงว่าไม่มีคนรุ่นใหม่ที่สามารถมาเป็นรัฐมนตรีได้เลยหรือ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถก็เห็นอยู่ ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้วสามารถทำได้ดี หรือทำหน้าที่ในสภาก็ทำได้ดีเช่นกัน ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนขึ้นมา จึงควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ก็จะทำให้เราได้เห็นภาพการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง” นายดนุชากล่าว
รับมือสู้รบสหรัฐ-อิหร่าน
สำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาที่ร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน นายดนุชากล่าวว่าสภาพัฒน์ประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ 1.คือจบภายใน 1 เดือน ตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ระบุไว้ และช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ปิดกั้นแบบ 100% แต่ก็มีการกระจายพื้นที่การรบในภูมิภาค จึงน่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้การเติบโตลดลง จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2% ก็น่าจะเหลือที่ 1.6%
แต่ถ้าสถานการณ์ยาวกว่านั้น และช่องแคบฮอร์มุซปิดการเดินเรือแบบ 100% เศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือแค่ 1.3% และราคาน้ำมันดิบจะกระโดดไปที่ 125 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ถ้าการสู้รบสั้นด้วย น้ำมันจะอยู่ที่ราว 100 เหรียญต่อบาร์เรล ดังนั้น มาตรการของไทยตอนนี้คือการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 15 วัน จะตรึงราคาอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เพราะหากการสู้รบทำให้มีการเปลี่ยนระบอบภายในอิหร่านจะเป็นการสู้รบที่ยาวนาน เนื่องจากสหรัฐต้องใช้กำลังทางบก
“ถ้าถามผมเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ที่เป็นเหตุให้ควรตั้งรัฐบาลให้เร็ว แต่ยังมีเรื่องอื่นอีกที่ควรเร่งตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพราะยิ่งตั้งรัฐบาลช้า การจัดการในแง่ที่ต้องใช้เงินงบประมาณจะมีปัญหา” นายดนุชากล่าว

สงครามทำนักท่องเที่ยวลด
ด้านนายชัยกล่าวว่า รัฐบาลก็ถือว่าให้การดูแลเยียวยาบ้าง ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากเกิดกระแสลบทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แต่ภายหลังมีการประสานงานพูดคุยกันระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
โดยตั้งแต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็ถือว่าเพิ่มขึ้น รวมทั้งทางฝั่งยุโรปก็เริ่มเข้ามาเยอะเพราะหนีอากาศหนาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง 1 ปี มีการเปลี่ยนตัว รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาถึง 4 คน ทำให้นโยบายต่าง ๆ ไม่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โครงการต่าง ๆ ต้องขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ต้องมีคนเก่งเข้ามาขับเคลื่อน แต่หากฝ่ายข้าราชการประจำไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายได้ ซึ่งเป็นมาทุก ๆ สมัย ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ดังนั้น ต้องดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญในเรื่องท่องเที่ยวหรือไม่
นายชัยกล่าวต่อว่า เราตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยปี 2569 ประมาณ 36 ล้านคน แต่คิดว่าน่าจะเหนื่อย จึงมองไปที่ 33 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการสู้รบกระทบกับประเทศไทยแล้ว
ปัจจุบันสายการบินที่เข้ามาในประเทศไทยลดลง แต่ในภาคการท่องเที่ยวมีการหารือร่วมกันในการดึงเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวจากแถบอาเซียนมาทดแทน ซึ่งเรายังมีนักท่องเที่ยวจีน อินเดีย สิงคโปร์ เข้ามาเยอะ จึงไม่ถึงกับย่ำแย่