Billionaire Boys Club ต้นตำรับแชร์ลูกโซ่ฉบับฮอลลีวูด-
“โลภนักมักลาภหาย” หากจะขมวดใจความสำคัญของภาพยนตร์ Billionaire Boys Club ด้วยประโยคสั้น ๆ ก็คงไม่ผิดนักที่จะหยิบยกสุภาษิตไทยของบ้านเรามากล่าวโดยสรุปการกระทำของตัวละครหลักในเรื่องที่เต็มไปด้วยความกระหายในเม็ดเงิน จนท้ายที่สุดลาภทั้งหมดที่พวกเขาเคยมีก็พลันหายไปชั่วพริบตาเดียว
Billionaire Boys Club เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นราวปี ค.ศ. 1983 ในนครลอสแองเจลีส โดยมีตัวละครหลักสองตัวละคร โจ ฮันท์ (แอนเซล เอลกอร์ธ) หนุ่มอัจฉริยะทางด้านตัวเลขแต่มีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคงนัก ได้พบกับ ดีน คาร์นี่ (ทารอน อีเกอร์ตัน) เพื่อนเก่าสมัยเรียนธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ดีนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาช่องทางทำเงินเป็นทุนเดิม เมื่อพบกับหัวกะทิอย่างโจ ฮันท์ ดีนจึงไม่ลังเลที่จะเอ่ยปากชักชวนเขามาทำธุรกิจร่วมกัน แต่ธุรกิจแบบไหนล่ะที่จะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ภายในระยะเวลาอันแสนสั้น โจและดีนจึงออกไอเดียชักชวนกลุ่มเพื่อนเก่าเหล่าลูกคุณหนูจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดร่วมหุ้นลมเปิดบริษัทด้านการเงินภายใต้ชื่อ B.B.C. ในลักษณะธุรกิจแชร์ลูกโซ่ จนนำไปสู่การต้มตุ๋นจาก 18 มงกุฎมืออาชีพที่ตลบหลังโจและดีนอีกทอดหนึ่ง เรื่องราวดำเนินไปไกลจนนำไปสู่การฆาตกรรม หักหลัง เชือดเฉือน และทำลายมิตรภาพในที่สุด
เอาเข้าจริงพลอตที่ครบรสขนาดนี้สามารถเล่าเรื่องให้สนุกและลุ้นตามตลอดทั้งเรื่องได้ไม่ยากนัก ประเด็นเชือดเฉือนว่าด้วยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ทางฮอลลีวูดเองก็มีมาให้เห็นแล้วหลายต่อหลายเรื่อง อย่าง The Big Short หรือ The Wolf of Wall Street ก็เล่าเรื่องออกมาได้อย่างชนิดที่กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งไปแล้ว
ขณะที่ Billionaire Boys Club โดยผู้กำกับเจมส์ ค็อกซ์ กลับเล่าเรื่องได้แข็งทื่อ ราบเรียบและไร้มิติโดยสิ้นเชิง คนดูอย่างเรา ๆ สามารถคาดเดาฉากต่อไปหรือกระทั่งทิศทางตอนจบของหนังได้ง่ายมาก ต้องบอกว่าตัวบทภาพยนตร์ยังทำได้ไม่ดีนัก แม้จะได้วัตถุดิบชั้นดีในส่วนของนักแสดงมากฝีมือทั้งแอนเซลจาก Baby Driver และทารอนจาก Kingsman รวมทั้งนักแสดงตัวพ่อเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง เควิน สเปซีย์ ในบทบาทนักต้มตุ๋นรุ่นเก๋า กระนั้นนักแสดงเจ้าบทบาททั้งสามก็ยังไม่สามารถดึงความสนุกของหนังออกมาได้เท่าที่ควรจะเป็น
ในส่วนมิตรภาพระหว่างโจและดีน หนังก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าทั้งสองมีความเชื่อใจกันมากขนาดร่วมหัวจมท้ายกันตลอดเรื่อง การชักชวนกลุ่มลูกคุณหนูให้มาร่วมลงทุน เพียงแค่การหลอกล่อด้วยกระดาษแผ่นเดียวจะสามารถซื้อความเชื่อใจและการลงทุนด้วยเงินจำนวนมากได้ขนาดนั้นเชียวหรือ กระทั่งความพยายามในการเล่าถึงจุดสูงสุดของ B.B.C. ที่สร้างเม็ดเงินให้กับโจและดีนจำนวนมหาศาล หนังก็ไม่ได้แสดงให้เราเห็นถึงความร่ำรวยอู้ฟู่ของทั้งสอง หรือในส่วนพาร์ตโรแมนติกระหว่างโจ ฮันท์ และแฟนสาวซิดนีย์ (เอ็มม่า โรเบิร์ต) ก็ยังไม่ได้ทำให้เราอินไปกับความรักของทั้งคู่ได้เลย
ถ้าจะพูดถึงส่วนที่ชอบในหนังเรื่องนี้คงเป็นมุขตลกของเควิน สเปซีย์ ที่ไม่ว่าจะโผล่มาฉากไหนก็สามารถขโมยซีนตัวละครอื่น ๆ ได้ตลอด
เหตุการณ์อย่าง Billionaire Boys Club มีให้เห็นเป็นตัวอย่างทั้งในและต่างประเทศมาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าเรื่องราวอีหรอบนี้ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนังเรื่องนี้ได้สะท้อนความอยากได้อยากมีที่ไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงได้เป็นอย่างดีว่า การลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนและกำไรจำนวนมหาศาลนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดก็ตาม
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
