เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สมุทรสงคราม จับตามวลน้ำแม่กลอง รับมือเขื่อนระบาย-ทะเลหนุนสูง
เศรษฐกิจภูมิภาค สมุทรสงคราม จับตามวลน้ำแม่กลอง รับมือเขื่อนระบาย-ทะเลหนุนสูง
สบน. ออกพันธบัตรเพื่อสังคม 1,000 ล้าน จัดหาเงินกู้ปรับโครงสร้างหนี้ สพพ.
Finance สบน. ออกพันธบัตรเพื่อสังคม 1,000 ล้าน จัดหาเงินกู้ปรับโครงสร้างหนี้ สพพ.
เขื่อนแม่กลอง จ่อเพิ่มระบาย 3,000 ลบ.ม./วินาที ราชบุรีเตือนริมน้ำเร่งอพยพกลุ่มเสี่ยง
เศรษฐกิจภูมิภาค เขื่อนแม่กลอง จ่อเพิ่มระบาย 3,000 ลบ.ม./วินาที ราชบุรีเตือนริมน้ำเร่งอพยพกลุ่มเสี่ยง
ครม.ไฟเขียว ‘เขื่อนเจ้าพระยา” ปล่อยน้ำได้สูงสุด 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที
Politics ครม.ไฟเขียว ‘เขื่อนเจ้าพระยา” ปล่อยน้ำได้สูงสุด 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที
พิมพ์ใจ-วัลลภา-สุริยน ประมูลลูกวอลเลย์บอลทีมชาติไทย รายได้มอบการกุศลในงาน “HiSoParty 23rd Anniversary”
Biz Movement พิมพ์ใจ-วัลลภา-สุริยน ประมูลลูกวอลเลย์บอลทีมชาติไทย รายได้มอบการกุศลในงาน “HiSoParty 23rd Anniversary”
รพ.หัวใจกรุงเทพ เปิด Sport Cardiology เช็กหัวใจสายวิ่ง
Biz Movement รพ.หัวใจกรุงเทพ เปิด Sport Cardiology เช็กหัวใจสายวิ่ง
ครม. ให้ ททท. ก่อหนี้ผูกพัน 4 ปี 110 ล้าน ค่าเช่า 5 สนง.-รถ-คลังเก็บวัสดุ
Politics ครม. ให้ ททท. ก่อหนี้ผูกพัน 4 ปี 110 ล้าน ค่าเช่า 5 สนง.-รถ-คลังเก็บวัสดุ
ครม.ไฟเขียวแผนหนี้ปี’70 กู้ใหม่ 1.26 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะแตะ 69%
Finance ครม.ไฟเขียวแผนหนี้ปี’70 กู้ใหม่ 1.26 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะแตะ 69%
“ต้าห์อู๋ พิทยา” และ “มาง ปิยธิดา” คว้าแชมป์ Thailand’s Chosen One
Biz Movement “ต้าห์อู๋ พิทยา” และ “มาง ปิยธิดา” คว้าแชมป์ Thailand’s Chosen One
น้ำท่วมดันยอดเคลมรถพุ่ง! วิริยะประกันภัย พบเสียหายแล้วกว่า 4,000 คัน
Finance น้ำท่วมดันยอดเคลมรถพุ่ง! วิริยะประกันภัย พบเสียหายแล้วกว่า 4,000 คัน
ดูทั้งหมด

“อเมริกันดรีม” ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ

02 เม.ย. 2569 | 18:50น.

ไม่มีเสียงใดจะดังและทรงพลังไปกว่าเสียงของชายที่กุมบังเหียน JPMorgan ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เจมี่ ไดม่อน นักการเงินการลงทุน และนักยุทธศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตรอยร้าวของ “อเมริกันดรีม” มานานหลายทศวรรษ กับบทสัมภาษณ์ล่าสุดในจากสำนักข่าว CBS Evening News

เจมี่ฝานเปลือกความจริงเกี่ยวกับนโยบายที่ล้มเหลวของอเมริกา สมองเทียมที่คลืบคลานเข้ามาอย่าง AI และความเชื่อมั่นต่อระบอบทุนนิยมในยุคสงคราม

ทำไมอเมริกันดรีมถึงจางหาย?

เขาฉายภาพความย้อนแย้งและยอมรับว่า อเมริกา คือ “ชาติที่มั่งคั่งที่สุดเท่าที่โลกเคยพบเจอ” แต่ในความมั่งคั่งนั้นกลับมีความขมขื่นซ่อนอยู่

“ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา หากคุณมองไปที่ความจริง รายได้ของกลุ่มคนชั้นล่างสุด 1 ใน 3 ของประเทศแทบไม่ได้ขยับขึ้นเลย”

เขาระบุว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขในบัญชี แต่มันคือคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว “คุณไม่ได้กลับบ้านไปแล้วต้องกังวลเรื่องอาชญากรรม คุณไม่ต้องกังวลเรื่องโรงเรียนของลูก แต่สำหรับคนที่นั่น (ในเมืองที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่ห่างไกล) พวกเขาต้องกังวล”

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตเพียง 2% ต่อปีในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไดม่อนชี้เป้าไปที่ ‘นโยบาย’ ของรัฐบาลอย่างไม่เกรงใจ

“หากเราโตได้ 3% แทนที่จะเป็น 2% เราจะมี GDP เพิ่มขึ้นถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เงินจำนวนนั้นสามารถจ่ายค่าชดเชยและแก้ปัญหาได้มหาศาล… ผมคิดว่าเรามีนโยบายแย่ ๆ มากมาย ที่ทำให้การเติบโตในอเมริกาแย่ลง”

สำหรับเขา Growth คือ เครื่องจักรที่สร้างทุกอย่าง ตั้งแต่การสะสมทุน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงผลิตภาพแรงงาน แต่สิ่งที่เราทำผิดพลาด คือ การละเลยการสร้างทักษะให้กับเยาวชนในโรงเรียนเขตเมือง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นรากฐานของปัญหาทั้งหมด

ทุนนิยม vs โซเชียลลิสต์

จากการสำรวจที่พบว่า คนอเมริกันรุ่นใหม่เริ่มมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ ‘โซเชียลลิสต์’ มากขึ้น ไดม่อนโต้ฉับพลันว่านั่นคือความคิดที่ “ผิดอย่างมหันต์”

“ข้อเท็จจริงคือ ทุนนิยมได้ฉุดดึงผู้คนหลายพันล้านคนให้พ้นจากความยากจน คนที่ก่นด่าว่าคือความล้มเหลวของทุนนิยม แท้จริงแล้วคือความล้มเหลวของ ‘มนุษย์’ ต่างหาก…บางคนเห็นแก่ตัว บางคนนึกถึงแต่ตัวเอง แต่นั่นคือความจริง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังคมคอมมิวนิสต์หรือทุนนิยม”

ไดม่อนพยายามชี้ให้เห็นว่า เรากำลังถูกสะกดจิตด้วยความคิดที่ว่า ทุกอย่างแย่ลง ทั้งที่ในความเป็นจริง “ผู้คนมีอายุยืนขึ้น ทุกคนมีเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ปลอดภัยขึ้น”  แต่สิ่งที่หายไปคือความมั่นใจในอนาคต ความสามารถในการเป็นเจ้าของบ้าน และความภาคภูมิใจในงานที่มีศักดิ์ศรี

ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ

ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ ไดม่อนมองว่าโลกอยู่ในจุดที่สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่มันคือ “ฟางสองสามเส้นที่วางลงบนหลังอูฐ”

ความกังวลต่อบทบาทของอิหร่านและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อาจชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก “หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด มันจะเป็นปัญหาที่แท้จริงสำหรับเศรษฐกิจโลก อิหร่านจะมีอำนาจยับยั้งการจราจรทางน้ำแทบทั้งหมด”

ไดม่อนพูดย้ำตลอดการให้สัมภาษณ์ว่า โลกไม่เคยปลอดภัย และเราถูกหลอกให้ตายใจมานานจนกระทั่งรัสเซียบุกยูเครน

“รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ และจีน มีแผนการที่แตกต่างออกไปสำหรับโลกที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตย”

AI: The Jetsons

The Jetsons การ์ตูนแอนิเมชันซิตคอมอเมริกันแนวไซไฟ-คอมเมดี้ ผลิตโดย Hanna-Barbera ออกอากาศครั้งแรกในปี 1962 เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวแห่งอนาคตที่ใช้ชีวิตในเมืองลอยฟ้าปี 2062 เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น หุ่นยนต์แม่บ้าน, รถยนต์บินได้ และวิดีโอคอล ซึ่งเป็นคู่ขนานยุคอวกาศของเรื่อง The Flintstones

เมื่อหัวข้อเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของ AI ไดม่อนเผยให้เห็นทั้งความตื่นเต้นและความระมัดระวัง เขาทำนายภาพในอนาคตที่ดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า หากมองภาพไม่ออก ให้นึกถึง The Jetsons “ลูกหลานของคุณอาจจะทำงานเพียง 3 วันครึ่งต่อสัปดาห์ และพวกเขาอาจจะมีอายุยืนถึง 100 ปี”

เขามั่นใจว่า AI จะช่วยรักษามะเร็ง สร้างวัสดุใหม่ ๆ และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ความเสี่ยงคือ ‘ความเร็ว’ ของการเปลี่ยนผ่าน “หากมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป สังคมอาจรับแรงกระแทกอย่างรุนแรง หน้าที่ของผมไม่ใช่การเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่คือการมองหาความเป็นไปได้ที่หลากหลายและเตรียมพร้อมรับมือ”

สำหรับคนที่กังวลว่าจะถูก AI แย่งงาน ไดม่อนให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า ระบบมักจะสร้างงานใหม่เสมอในยามที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี “ตอนนี้เราขาดแคลนช่างเชื่อม เราขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เราขาดแคลนแรงงานในการผลิตขั้นสูง… นโยบายที่ดีคือทางออก ไม่ใช่การมานั่งร้องไห้ฟูมฟาย”

จงเลิกจ้องมือถือแล้ว ‘คิด’

ในฐานะคนที่เติบโตมาจากย่านควีนส์ ไดม่อนฝากคำแนะนำถึงเยาวชนรุ่นใหม่ไว้อย่างคมคายว่า ความรู้ไม่ได้มาจากอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดีย แต่อยู่ที่การ “เรียนรู้ที่จะคิด”

“จงมีความกระหายใคร่รู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกใบนี้ อ่านนักเขียนความคิดเห็นทั้งจากฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ฝึกคิดอยู่ตลอดเวลา… และจงมี EQ เรียนรู้วิธีการสื่อสาร เรียนรู้ที่จะมีหัวใจ ทำให้ผู้คนเชื่อใจคุณ”

ทั้งพูดติดตลกว่าเด็กสมัยนี้ดู “เคล็ดลับธุรกิจ” จากอัลกอริทึมบนมือถือ “มันไม่ได้ผลหรอก มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”

ทำไมผมถึงเกลียด Remote Work?

ประเด็นที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือจุดยืนเรื่องการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ ไดม่อนอธิบายว่าอาชีพเกือบทุกอย่างคือ “ระบบศิษย์มีครู” (Apprenticeship System) ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านหน้าจอ Zoom

“คุณเรียนรู้ทักษะของคุณ เพราะคุณเคยเป็นนักข่าวรุ่นน้องที่คอยดูรุ่นพี่รับมือกับคำถามที่ยากลำบาก… เราเห็นเด็ก ๆ รุ่นใหม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อพวกเขาไม่เข้าออฟฟิศ พวกเขาไม่ได้พัฒนา EQ ไม่ได้รับมอบหมายงานสำคัญ”

ปิดท้ายในฐานะผู้นำตลาดเสรีว่า:

“เรื่องการทำงานทางไกลเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนจะพูดกันว่า ‘อ๋อ ติดต่อเขาไม่ได้ครับ เขาไปทำธุระอยู่’ พอผมโทรหาพนักงาน บางทีก็ได้คำตอบว่า ‘อ๋อ เขาออกไปข้างนอกครับ โทนี่ออกไปเดินเล่นอยู่ ลองโทรเข้ามือถือเขาสิ’

แถมในมุมมองของผม มันยังสร้างเรื่องการเมืองในที่ทำงานขึ้นมาเยอะมากเวลาที่คุณต้องมาประชุมกันผ่านหน้าจอแบบ ‘Hollywood Squares’ (กรอบสี่เหลี่ยมบน Zoom/Teams) แทนที่จะได้คุยกันตรงๆ ผมกลับเห็นคนนั่งจ้องมือถือ ส่งข้อความ หรือแม้แต่แอบดูหนัง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับผม จนในที่สุดผมก็บอกว่า ‘เราจะไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกต่อไป’

แต่เราก็ยังยอมรับความยืดหยุ่นในระดับที่เหมาะสมนะ เพราะช่วงโควิดสอนให้เรารู้ว่าความยืดหยุ่นนั้นเป็นเรื่องดี เราผ่อนปรนให้มากขึ้นโดยเฉพาะกับคนที่มีภาระต้องดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ คุณพ่อ หรือคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา แต่เราเชื่อว่าเราจะรันธุรกิจได้ดีกว่า บริการลูกค้าได้ดีกว่า และแชร์ข้อมูลกันได้ทั่วถึงกว่าเมื่อมาอยู่ที่ออฟฟิศ

JPMorgan เป็นเหมือน ‘โครงข่ายประสาท’ (Neural Network) และโครงข่ายนี้จะเริ่มพังทลายลงเมื่อคุณติดต่อใครไม่ได้เลย… ถามว่านี่มาจากข้อมูลหรือความรู้สึกน่ะเหรอ? ก็ทั้งคู่แหละ

แต่อย่างที่ผมบอก คุณอยากสร้างบริษัทแบบนี้ ส่วนผมจะสร้างอีกแบบหนึ่ง มันคือตลาดเสรี ถ้าคุณไม่อยากทำงานแบบบริษัทผม คุณก็ไม่ต้องทำ หรือถ้าคุณไม่อยากทำตามแบบบริษัทคุณเอง ก็ไม่ต้องทำ แต่ผมจะบอกอะไรคุณอย่างหนึ่งนะ… บริษัทผมจะขยี้คุณแน่นอน”