Skip to content

จากเสียงหัวเราะสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ทำความรู้จัก ‘เครื่องหมายเสียง’

22 พ.ค. 2569 | 21:27น.
จากเสียงหัวเราะสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ทำความรู้จัก ‘เครื่องหมายเสียง’

กลายเป็นที่ฮือฮา เมื่อมีรายงานข่าวจากหลายสำนัก รายงานว่า ‘ดีเจนุ้ย’ ได้มีการจดทะเบียน “เสียงหัวเรา” เป็นเครื่องหมายเสียง และเป็นคนดังคนแรก ๆ ในไทยที่มีการจดทะเบียนลักษณะดังกล่าว

ในต่างประเทศ เราอาจจะได้ยินเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงกันมาสักพักแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย ที่เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องเหล่านี้ ในความเป็นจริง ภาครัฐเปิดช่องให้สามารถจดทะเบียนสิ่งดังกล่าวเป็นทรัพย์สินทางปัญญามามากกว่า 8 ปีแล้ว

โดยเรื่องนี้มาจากการเปิดเผยของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ (Non-Traditional Trademarks) ผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยจดทะเบียน “เครื่องหมายเสียง” (Sound Mark) เพื่อสร้างการจดจำและเอกลักษณ์ของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ พร้อมรับมือกับความท้าทายในตลาดยุคดิจิทัล และเสริมเกราะป้องกันภัยคุกคามจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Deepfake)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “เสียง” กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารการตลาดและการสร้างแบรนด์ในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปิดแอปพลิเคชัน เสียงโฆษณา เสียงแนะนำตัว หรือวลีสั้น ๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำและสามารถเชื่อมโยงไปถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้ทันที

การจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือทางธุรกิจในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดมีความเข้มข้นมากขึ้น

เปิดเคสต่างประเทศ

จากกรณีศึกษาในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง “Hey, it’s Taylor Swift” จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และข้อความเสียง “Hey, it’s Taylor” จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

จดทะเบียนเครื่องหมายเสียงแล้ว 494 คำขอ

นางอรมน กล่าววว่า สำหรับประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559) เพื่อเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่นๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้า หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น

จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

ทั้งนี้ สถิติการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ แบ่งเป็นคำขอของผู้ประกอบการไทย 438 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 88.7 และต่างชาติ 56 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 11.3

ในจำนวนดังกล่าว มีคำขอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย และอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ 138 คำขอ ซึ่งผู้ประกอบการที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงสูงสุด 3 อันดับแรก เป็นผู้ประกอบการไทย ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (7 คำขอ) รองลงมาคือ บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด ในธุรกิจปุ๋ย (4 คำขอ) และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ในธุรกิจกางเกงผ้าอ้อมอนามัย (4 คำขอ) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ “เสียง” เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น

รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดีเจนุ้ย ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง “เสียงหัวเราะ” อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ด้วยแนวโน้มของการใช้เครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน กรมฯ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้รอบด้าน

คำนึงถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่อาจส่งผลให้นักสร้างสรรค์ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิในเสียงที่ตนสร้าง และจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ โดยใช้ประโยชน์จากการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายเสียง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างการจดจำ และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์

ตลอดจนเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

“เสียง” แบบไหน จดทะเบียนได้ ?

ข้อมูลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 ระบุถึงรูปแบบเสียงที่จะนำมาจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของได้นั้น จะต้องเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ และไม่ใช่เสียงที่เกิดจากธรรมชาติหรือการใช้งานปกติของสินค้านั้น ๆ โดยมีข้อห้าม 3 ข้อ คือ

  • ต้องไม่สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตรงๆ
  • ต้องไม่เป็นเสียงตามธรรมชาติของสินค้านั้น
  • ต้องไม่ใช่เสียงที่เกิดจากการทำงานของสินค้า

ส่วนการยื่นจดทะเบียน กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กำหนดการยื่นจดทะเบียนว่ามี 3 สิ่งหลัก ๆ ที่ต้องการ คือ

คำบรรยายเสียง (ต้องมี) : ผู้จดทะเบียนต้องเขียนอธิบายลักษณะของเสียงนั้นออกมาให้ชัดเจน

ไฟล์เสียง (ต้องมี) : ต้องส่ง “สิ่งบันทึกเสียง” หรือไฟล์เสียงที่บันทึกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ฟังประกอบการพิจารณา

ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม (มีหรือไม่มีก็ได้) : ผู้จดทะเบียนสามารถแนบเอกสารอื่นๆ เช่น โน้ตดนตรี กราฟเสียง หรือสิ่งอื่นๆ ที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงลักษณะของเสียงนั้นเพิ่มเติมเข้าไปได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาได้ง่ายขึ้นครับ