นายกฯ นำทีม ครม.เศรษฐกิจ เยือนเวียดนามต่อยอดความร่วมมือ พร้อมร่วมประชุม ASEAN Future Forum
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569
โดยคณะของนายกฯ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท
การเยือนเวียดนามครั้งนี้นับเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้หารือกับผู้นำเวียดนามในระดับการเมือง ทั้งประธานาธิบดีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงจะพบปะภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนาม เพื่อผลักดันความร่วมมือจาก “ความสัมพันธ์ที่ดี” ไปสู่ “ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม” ตามเป้าหมายร่วมกัน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังจะเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและทิศทางการพัฒนาของอาเซียน มีผู้นำประเทศ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อประเด็นสำคัญของภูมิภาค

ทั้งนี้ การประชุม AFF จัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง แต่การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” โดยมุ่งหารือแนวทางเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนของโลก ส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต
“เอกนิติ” แจง เหตุยกเลิกใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษี หลังนายกฯ ห่วงประชาชนถูกตัดสัทธิ์บัตรสวัสดิการ ลูกใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี แต่ไม่ดูแล พบบางคนเดือดร้อนจริง ส่วนคนไม่ได้สิทธิ์หลังทบทวน ให้ใช้ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เริ่ม 1 สิงหาคม ได้สิทธิ์ 2 เดือน – มอบมหาดไทยสำรวจคนตกหล่นถึงที่ ไม่ต้องยืนยันสิทธิ์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกณฑ์การลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีกระแสดราม่าถึงกรณีเกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ หากลูกใช้ลดหย่อนภาษี ว่า เรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในประเด็นที่สังคมและประชาชนเป็นห่วงเรื่องเกณฑ์ที่สำคัญ คือ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในช่วงที่ผ่านมา จะถูกตัดสิทธิ
โดยทางนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นจากสังคม ซึ่งประเด็นนี้เราเป็นห่วงและเราได้เน้นย้ำว่า จะให้ความเป็นธรรมต้องพูดถึงหลักการของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจริงๆ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีจุดประสงค์เพื่อดูแลประชาชนผู้เดือดร้อนและไม่มีสิทธิใดๆ ไม่มีใครดูแล เราไม่ได้เปิดสิทธิทบทวนคนที่เดือดร้อนมานาน ครั้งที่แล้วก็เมื่อ 4-5 ปี ก็มีข้อร้องเรียนต่างๆ มากมายว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนที่ถือบัตรปัจจุบัน 13.2 ล้านคน มีคนที่เดือดร้อนจริงและไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิและเราก็อยากให้บัตรสวัสดิการตกไปถึงกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ
ซึ่งวันนี้เราได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่อาจตกหล่น ที่จนและไม่มีใครดูแล โดยเปิดลงทะเบียนถึงวันที่ 21 มิถุนายน และคนที่อยู่ในสิทธิปัจจุบันก็มาทบทวนว่าคนที่ไม่ได้รับและเดือดร้อนจริงๆ นั้นมีใครบ้าง
นายเอกนิติ กล่าวว่า เกณฑ์ก็ที่คนที่ลูกดูแลแล้วได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี แต่ความเป็นจริงในสังคมไทยปัจจุบันจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมด ก็จะมีลูกบางคนใช้สิทธิลดหย่อนแต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ ซึ่งส่วนนี้เราก็เป็นห่วงว่าการไปตัดสิทธิพ่อแม่อาจกระทบ เพราะเหตุนี้นายกฯ จึงสั่งการให้ไปทบทวน และตนได้คุยกระทรวงการคลังว่ากระบวนการทบทวนตรงนี้เรามีคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่าเกณฑ์ข้อนี้อาจไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิแล้วตัวเองขาดสิทธิ์ตรงนี้ ซึ่งวันนี้ได้มอบให้กระทรวงการคลัง นำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการประชารัฐฯ เพื่อทบทวนสิทธิข้อนี้ เพราะเราได้คำนึงถึงเสียงของสังคมและคิดว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน
เมื่อถามว่า คาดว่าจะใช้ระยะเวลานานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เบื้องต้นหลักการที่เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบให้คณะกรรมการประชารัฐไปพิจารณาในกระบวนการทบทวนหลักเกณฑ์อยู่แล้วซึ่งก็จะดำเนินการโดยด่วนที่สุด
ส่วนจะต้องมีการกำหนดเงินเดือนสำหรับผู้ที่จะลดหย่อนภาษีใหม่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เกณฑ์ในข้อนี้มันได้มีการลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีที่แล้ว เพราะอาจเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้วที่ลูกได้ลดหย่อนภาษีแล้ว พ่อถูกตัดสิทธิ ซึ่งส่วนนี้คิดว่าอาจไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะได้ดำเนินการผ่านแล้ว สำหรับปีหน้าคงต้องทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
แต่หัวใจสำคัญตนอยากย้ำว่าสวัสดิการแห่งรัฐเรามีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยประชาชนคนที่เดือดร้อนจริงๆ โดยเรื่องที่นำเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อทบทวนสิทธิให้คนที่ตกหล่น ที่ไม่มีโอกาส ไม่มีใครดูแลเลย ซึ่งสวัสดิการแห่งรัฐมีหลายประเภท และนี่คือสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับดูแลคนที่เดือดร้อนที่สุด ที่ไม่มีใครดูแล ไม่มีระบบสวัสดิการใดๆ ดูแล ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ออกมาและที่ผ่านมาได้มีการใช้มาตลอดเกือบ 10 ปีก็ถูกร้องเรียนมามาก ว่าคนนี้ได้สิทธิสวัสดิการเป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงแต่มาแอบอ้างใช้สิทธิ เราจึงต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วไปใช้สิทธิอื่น ซึ่งคนที่จะถูกตัดสิทธิ์หลายคนไม่ได้เดือดร้อน และสามารถไปยื่นใบสมัครร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 40/60 แต่เราไม่ได้ให้สิทธิ์เขาใช้ เพราะถือว่ามีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว วันนี้ถ้าเขาออกจากบัตรสวัสดิการแหางรัฐก็สามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ ซึ่งเขาอาจไม่ได้จนที่สุด กลุ่มนี้เราได้มห้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 300 บาทเติมอีก 700 เป็น 1,000 บาท ซึ่งสาเหตุที่เราเร่งดำเนินการในช่วงนี้ เพราะต้องการให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ซค่งในเดือนสิงหาคมเราจะสามารถให้คนที่เขาหลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถไปใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ และคนที่ตกหล่นไป โดยหัวใจสำคัญประชาชนที่เดือดร้อนมีอีกเยอะ เราเห็นใจมากๆ วันนี้เราอยากให้กลุ่มคนเหล่านั้นได้เข้ามาได้สิทธิ์ที่เราดูแล
นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่ตกหล่น ไม่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และต้องไปลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส จะได้สิทธิ แค่ 2 เดือน เพราะวันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน วันนี้ทั้งคนที่เดือดร้อนจริงและคนที่ไม่ได้เดือดร้อน มีข้อร้องเรียนเข้ามาเยอะมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ว่าคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงได้รับผลกระทบเยอะ คนเหล่านี้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาท โดยไม่ต้องสมทบ ซึ่งวันนี้ก็ยังมีคนร้องเรียนว่าใส่ทอง นั่งรถไปซื้อของ โดยใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นข้อร้องเรียนอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขามีฐานะก็สามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40
โดยข้อมูลการลงทะเบียนล่าสุด จากบัตรคนจน 13.2 ล้านคน ขณะนี้มีคนลงทะเบียนมาแล้วเกือบ 10 ล้านราย
ส่วนกรณีที่ติดปัญหาข้อมูลไม่ครบถ้วน เกี่ยวกับเรื่องลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ใช่ วันนี้เป็นการสำรวจสิทธิ ยังไม่ได้ตัดใคร วันนี้เพียงสำรวจสิทธิ์ ให้มายืนยันตัวตน เพื่อนำไปทบทวนหลักเกณฑ์ หลังมีข้อร้องเรียนว่าคนไม่เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่คนเดือดร้อนจริงไม่มีคนดูแล วันนี้ให้กระทรวงมหาดไทยออกไปหาเอง ไม่ต้องมายืนยันใช้สิทธิ ส่วนคนที่มายืนยันใช้สิทธิ์คือคนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว
ทั้งนี้ หวังว่าการชี้แจงครั้งนี้น่าจะจบเรื่องนี้ ยืนยันรัฐบาลมีความเป็นห่วง เป็นธรรม และรับฟังความเห็นประชาชน


