กรมประมงเดินหน้าเจรจามาเลเซีย หลังระงับนำเข้ากุ้งทะเลไทย 5 ชนิด ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2569 พร้อมส่งคำตอบแบบประเมินควบคุมโรคกุ้งครบถ้วน เร่งรักษาตลาดส่งออกสำคัญภาคใต้ตอนล่าง มูลค่า 384 ล้านบาทในปี 2568 ควบคู่ผลักดันมาตรการช่วยเกษตรกร ชงชดเชยราคากุ้ง 20 บาทต่อกิโลกรัม
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเร่งขับเคลื่อนมาตรการรับมือกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย 5 ชนิดเป็นการชั่วคราว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยอยู่ระหว่างประสานให้เกิดการเจรจาระดับรัฐบาล ควบคู่กับการผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

กรมประมงยืนยันว่า ไทยมีระบบควบคุมสุขภาพสัตว์น้ำและมาตรฐานการผลิตที่เข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และพร้อมประสานความร่วมมือกับทางการมาเลเซีย เพื่อให้การค้าสัตว์น้ำระหว่างสองประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
นางฐิติพรกล่าวว่า กรมประมงได้รับหนังสือแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับมาตรการนำเข้าสัตว์น้ำจากไทย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาวต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ คลอแรมฟินิคอล ไนโตรฟิวแรน ควิโนโลน ฟลูออโรควิโนโลน มาลาไคท์กรีน และอ๊อกซีเตรตร้าซัยคลิน จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 และได้รับการรับรองจากกรมประมง
ขณะเดียวกัน มาเลเซียได้ระงับการนำเข้าสินค้ากุ้ง 5 ชนิดจากไทยเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะประเมินความสามารถของประเทศไทยในการป้องกันและควบคุมโรคในกุ้งแล้วเสร็จ ครอบคลุม 3 กระบวนการ ได้แก่ การประเมินเอกสาร การหารือออนไลน์ และการประเมิน ณ สถานที่จริง
สำหรับการส่งออกปลากะพงขาวของไทยไปยังมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ซึ่งมีใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำกำกับอยู่แล้ว และไม่ได้อยู่ในขอบข่ายข้อกำหนดการตรวจสารตกค้างดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกลูกพันธุ์ปลากะพงขาวของไทย

ทั้งนี้ ปี 2568 ไทยส่งออกลูกพันธุ์ปลากะพงขาวไปมาเลเซียมูลค่ากว่า 33 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ช่วง 4 เดือนแรก ยังมีการส่งออกต่อเนื่อง มูลค่า 23.2 ล้านบาท ขณะที่การนำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นแบบแช่เย็นแช่แข็ง โดยปี 2568 มีมูลค่า 425 ล้านบาท และปี 2569 ช่วง 4 เดือนแรก มูลค่า 1.5 ล้านบาท
นางฐิติพรกล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กรมประมงได้ดำเนินการเชิงรุกทันที โดยแจ้งเตือนผู้ประกอบการส่งออกอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ พร้อมทั้งเร่งประสานฝ่ายมาเลเซียเพื่อเปิดการเจรจาตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2569
ต่อมากรมประมงได้ขอนัดหารืออีกครั้งในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงประสานขอหารืออย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดส่งคำตอบแบบประเมินความสามารถในการป้องกันและควบคุมโรคในกุ้งให้มาเลเซียตามที่ร้องขอแล้ว ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 และจัดส่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เป้าหมายสำคัญคือการปลดล็อกมาตรการดังกล่าว และรักษาโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย โดยมาเลเซียถือเป็นตลาดส่งออกกุ้งสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ทั้งกุ้งมีชีวิตและผลิตภัณฑ์กุ้ง โดยปี 2566 ไทยส่งออกกุ้งทุกชนิดไปมาเลเซียมูลค่า 774 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่า 539 ล้านบาท และปี 2568 มูลค่า 384 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมประมงได้ประสานงานกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาในทุกมิติ
ขณะเดียวกัน ยังเร่งช่วยระบายผลผลิตกุ้งในประเทศผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ พร้อมเตรียมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยเสนอการชดเชยราคากุ้งในอัตรา 20 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน
กรมประมงยังเตรียมเพิ่มการประชาสัมพันธ์สินค้ากุ้งไทยในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเปิดตลาดใหม่เพิ่มเติม
นางฐิติพรกล่าวว่า กรมประมงมีความพร้อมในการชี้แจงข้อมูลทางวิชาการและมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์น้ำของประเทศไทยต่อฝ่ายมาเลเซียอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างสองประเทศ จะสามารถคลี่คลายปัญหาดังกล่าวได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ กรมประมงจะเดินหน้ารักษาความต่อเนื่องทางการค้า ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
