สันติธาร เสถียรไทย
‘สันติธาร เสถียรไทย’ เผย 3 ข้อคิด การประชุม OECD ชี้วิกฤตยืดเยื้อ แนะไทยหาเพื่อนใหม่
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai ระบุว่า การประชุม OECD Ministerial Council Meeting ที่ปารีสครั้งนี้ มีหลายช่วงที่ถ่ายทอดสด มีรายงาน มีเอกสาร มีตัวเลขให้ทุกคนอ่านได้
แต่บางเรื่องก็ไม่ได้อยู่ในรายงาน แต่สัมผัสได้จากบทสนทนาทั้งกับผู้บริหาร OECD และผู้แทนระดับรัฐมนตรีของหลายประเทศในครั้งนี้
ผมขอบันทึก 3 ข้อคิดที่คิดว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์ครับ
หนึ่ง โลกอาจไม่คลี่คลายเร็วอย่างที่ตลาดหวัง
สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ชัดจากการพูดคุยกับทีมเศรษฐกิจของ OECD คือ ความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและแรงกดดันด้านพลังงานอาจยืดเยื้อกว่าที่หลายคนคิด
ตลาดการเงินและนักลงทุนจำนวนมากยังตั้งสมมติฐานว่า สถานการณ์จะเริ่มผ่อนคลายภายในช่วงปลายไตรมาสสอง หรืออย่างช้าไม่นานหลังจากนั้น
แต่ถ้าความตึงเครียดยืดไปถึงไตรมาสสาม หรือยาวกว่านั้น และราคาพลังงานไม่ปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบต่อธุรกิจ การลงทุน การบริโภค และเศรษฐกิจโดยรวมอาจแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้
นี่คือสิ่งที่ OECD พยายามเตือนรัฐบาลต่าง ๆ ว่า อย่ามองแค่ตัวเลขเศรษฐกิจต้นปีที่ดูยังพอไปได้
เพราะตัวเลขในอดีตอาจยังไม่สะท้อนแรงกระแทกที่กำลังเดินทางมาถึง
บทเรียนสำคัญคือ ในภาวะพลังงานแพง รัฐควรช่วยประชาชน แต่ในมุมมองสากลวิธีที่ควรหลีกเลี่ยงคือการอุ้มราคาน้ำมันหรือลดภาษีน้ำมันแบบกว้าง ๆ เป็นหลัก
เพราะมาตรการแบบนี้แพง ถอนยาก และยิ่งใครใช้น้ำมันมากก็ยิ่งได้รับประโยชน์มาก ที่สำคัญคือทำให้ราคาพลังงานไม่สะท้อนต้นทุนจริง จึงลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่มั่นคงกว่า
บางประเทศที่ยังพยายามตรึงหรือชดเชยราคาน้ำมันในวงกว้าง เริ่มเผชิญแรงกดดันจากตลาดการเงิน เพราะนักลงทุนกังวลว่าภาระทางการคลังจะยืดเยื้อ และอาจกระทบต่อค่าเงิน ต้นทุนการกู้ยืม และเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม
ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า “รัฐควรช่วยหรือไม่ช่วย” แต่คือ “รัฐควรช่วยอย่างไรให้ถึงคนที่เดือดร้อนจริง โดยไม่ทำให้ประเทศเปราะบางกว่าเดิม”
และที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้องรีบตอบคำถามใหญ่ว่า “ประเทศจะลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างไร เพิ่มพลังงานสะอาด และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร” เพื่อเตรียมรับมือโลกที่ความมั่นคงของพลังงานและเศรษฐกิจอาจจะ ”เปราะบาง” ไปอีกนาน
สอง เพื่อนบ้านสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก
ในการหารือกับผู้แทนระดับรัฐมนตรีของสิงคโปร์และอินโดนีเซีย แม้หัวข้อที่คุยกันจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกประเทศกำลังกังวลกับโลกใหม่ที่คาดการณ์ยากขึ้น
โลกที่เศรษฐกิจ การค้า พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคง เริ่มแยกจากกันไม่ออก
ในโลกแบบนี้การจับมือกับเพื่อนบ้านให้แน่นขึ้น ไม่ใช่เรื่องพิธีการทางการทูต แต่เป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ
อาเซียนมีจุดแข็งจุดอ่อนที่ต่างกัน ถ้าเชื่อมกันให้ดีขึ้นอาเซียนอาจกลายเป็นภูมิภาคที่มีทั้งตลาด คน พลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และฐานการผลิตที่เสริมกันได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศเริ่มมองหา “ความร่วมมือแบบใช้งานได้จริง” มากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องรอกรอบใหญ่
ไม่จำเป็นต้องรอฉันทามติทุกเรื่อง
แต่เริ่มจากกลุ่มประเทศที่มีโจทย์คล้ายกัน และอยากแก้ปัญหาเดียวกัน
นี่อาจเป็นทิศทางใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศในยุคที่ระเบียบโลกนั้นไร้ระเบียบ
สาม เพื่อนใหม่ก็สำคัญไม่แพ้เพื่อนบ้าน
อีกการหารือหนึ่งที่น่าสนใจมากคือการพบกับรัฐมนตรีช่วยด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมของลิทัวเนีย
ลิทัวเนียอาจไม่ใช่ประเทศที่คนไทยพูดถึงบ่อยนัก แต่พอได้นั่งคุยกันจริง ๆ จะเห็นว่าเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่ที่น่าสนใจมาก
เขามองตัวเองเป็นประเทศเล็ก เร็ว และเปิดกว้าง เป็นประตูสู่ยุโรป มีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน แต่สามารถเชื่อมเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปขนาดใหญ่ได้
ที่สำคัญเขาสร้างจุดแข็งเฉพาะด้านได้ชัดเจน ทั้ง life sciences, biotech, pharmaceuticals, พลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และระบบนิเวศด้านนวัตกรรม
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เขาไม่ได้มองเอเชียเพียงเป็นตลาดสำหรับค้าขาย แต่กำลังมองหาพันธมิตรทางอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
สำหรับไทยนี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ในโลกใหม่เราไม่ควรมองหาพันธมิตรเฉพาะประเทศใหญ่หรือประเทศที่เราคุ้นเคยเท่านั้น
บางครั้งประเทศขนาดกลางหรือประเทศเล็กที่มีความสามารถเฉพาะด้าน อาจเป็นเพื่อนใหม่ที่ช่วยกันสร้างโอกาสใหม่ได้มากกว่าที่คิด
ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่ผู้นำแคนาดาเคยพูดไว้ประมาณว่า
“ถ้าคุณไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ คุณอาจกลายเป็นอาหารบนเมนูในโลกวันนี้”
ผมคิดว่าโจทย์อาจไปไกลกว่านั้น
ไม่ใช่แค่ต้องพยายามไปนั่งที่โต๊ะเดิม แต่บางครั้งเราต้องช่วยกันสร้างโต๊ะใหม่ เพื่อให้ได้เจอเพื่อนใหม่
คุยเรื่องใหม่ และสร้างความร่วมมือแบบใหม่
เรื่องนี้น่าจะเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ไทยควรชวนหลายประเทศคุยต่อในช่วงการประชุม IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้
งานนี้มักถูกเรียกว่าเป็น “โอลิมปิกของวงการการเงิน” เพราะจะมีรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ นักลงทุน นักวิชาการ และสื่อจากทั่วโลกเดินทางมาเจอกัน
ถ้าเราใช้เวทีนี้ให้ดี มันไม่ใช่แค่งานประชุมใหญ่
แต่มันอาจเป็นโอกาสให้ไทยช่วยตั้ง “โต๊ะใหม่” บางโต๊ะ สำหรับคุยเรื่องใหม่ ๆ กับเพื่อนใหม่ ๆ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วมาก
สุดท้าย
ไม่ว่าจะคุยกับใคร สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ในแทบทุกห้องคือ หลายประเทศยังอยู่ใน crisis mode และมองว่าโลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแม้สงครามจะผ่านไป
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การรอดจากวิกฤตรอบนี้ แต่ตอบให้ได้ว่าเราจะใช้วิกฤตนี้สร้างความสามารถใหม่ สร้างเพื่อนใหม่ และสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ให้ประเทศได้อย่างไร
นี่เป็นเพียงบางส่วนจากสิ่งที่ผมพอจะเล่าได้จากการเดินทางครั้งนี้
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ