‘เอกนัฏ’ ชง ครม. รื้อโครงสร้างค่าไฟ แยกค่าไฟทางพ้นบิลประชาชน ปลดภาระแฝงปีละ 2 หมื่นล้าน
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอ ครม. แก้ปัญหา “ค่าไฟสาธารณะ” แฝงอยู่ในบิลค่าไฟประชาชนมานานเกือบ 40 ปี หลังพบคนไทยต้องร่วมแบกรับภาระสูงถึง 15,000-20,000 ล้านบาทต่อปี ‘เอกนัฏ’ เผยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางแยกต้นทุนออกจากค่าไฟฟ้าฐาน เพื่อความโปร่งใส เร่งลดภาระประชาชน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างใหม่ให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามหลัก “ใช้เอง จ่ายเอง”
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะ หรือค่าไฟทาง ซึ่งปัจจุบันยังถูกนำไปรวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนทั่วประเทศต้องร่วมรับภาระ โดยเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อปรับโครงสร้างให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
เนื่องจากระบบดังกล่าวมีที่มาจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตั้งแต่ปี 2530 ที่กำหนดให้การไฟฟ้ายกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแลกกับการไม่เรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่ในการติดตั้งเสาไฟฟ้าและพาดสายส่ง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะยังมีไม่มากนัก แต่เมื่อเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการติดตั้งไฟส่องสว่างตามถนนและพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระต้นทุนดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นภาระแฝงในค่าไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการไฟฟ้าระบุว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ต้นทุนค่าไฟสาธารณะที่ถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 4 สตางค์ต่อหน่วย ก่อนจะเพิ่มเป็น 7-8 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงปี 2562-2563 และในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาทต่อปี
“สิ่งที่ไม่เป็นธรรมคือ ประชาชนไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีต้นทุนส่วนนี้รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายทุกเดือน ทั้งที่เป็นภาระมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี”
อย่างไรก็ตาม ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และได้รับการสนับสนุนให้เร่งดำเนินการแก้ไข โดยในระยะสั้นจะดำเนินการแยกบัญชีต้นทุนค่าไฟสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเห็นต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจน และไม่ให้นำต้นทุนดังกล่าวไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐานอีกต่อไป
ส่วนในระยะยาว จะมีการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้า กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดแนวทางจัดสรรงบประมาณรองรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยยึดหลักผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมด้านพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้และงบประมาณเป็นของตนเอง ต่างจากในอดีตที่ยังไม่มีระบบการกระจายอำนาจด้านงบประมาณอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังมีแนวคิดให้ติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้าสาธารณะในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟได้อย่างแม่นยำ และสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานท้องถิ่นหันมาใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED หรือระบบพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น
“ที่ผ่านมาเมื่อเป็นระบบที่ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง หลายพื้นที่อาจขาดแรงจูงใจในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การแยกต้นทุนออกมาอย่างชัดเจนจะช่วยให้เกิดความรับผิดชอบและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น”
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ศึกษารายละเอียดและผลกระทบของแนวทางดังกล่าว ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กพช. และนำเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
สำหรับการปรับโครงสร้างค่าไฟครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปฏิรูประบบพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้ต้นทุนต่าง ๆ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ผลักภาระที่ไม่เกี่ยวข้องไปยังประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพและช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนทั่วประเทศ
“ทุกบาททุกสตางค์ที่ประชาชนจ่ายค่าไฟต้องมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ควรต้องรับภาระต้นทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าของตนเอง”