เปิดเหตุผล กนง. 7 ราย เห็นตรงกัน ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ตรึงไว้ที่ 1.00% อีกครั้ง
ดร.ดอน นาครทรรพ
เปิดเหตุผล กนง. คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% มองบวกเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ คาดโต 2.3% อัตราเงินเฟ้อ 2.8% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าตามดอลลาร์สหรัฐ ยันไม่กังวลขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยมั่นคง
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง.มีมุมมองเป็นบวกกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัว 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการที่สูงที่สุดจากหลายสำนัก และคาดว่าปี 2570 จะขยายตัว 1.8% แม้ในภาพรวมยังขยายตัวต่ำ แต่มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้
เนื่องจากได้แรงส่งที่ดีกว่าคาดจาก 1.วัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี 2.ผลกระทบของสงครามที่น้อยกว่าคาด จากภาคเอกชนปรับตัวรับมือได้ดี และ 3.ผลของมาตรการภาครัฐ ทั้งนี้ กนง.มองว่าหากไม่ได้แรงส่งจากมาตรการภาครัฐ เศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 จะขยายตัว 1.8% และ 2.1% ตามลำดับ
สำหรับภาคการส่งออกและการลงทุนที่ได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและเอไอ โดยวัฎจักรเอไออยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี รวมทั้งภาคการส่งออกไทยยังได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี (Tech) สูงกว่าที่ประเมินไว้ ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-tech) ที่ค่อนข้างคงที่ ทั้งนี้การส่งออกและลงทุนนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลอีกด้วย
แม้ว่าสถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น และผลกระทบของสงครามน้อยกว่าที่ประเมิน แต่ก็ยังคงไม่แน่นอน โดยจะเห็นว่ามีการปรับสมมติราคาน้ำมันลง ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2569 จะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันจะไม่ลดลงไปเท่ากับก่อนสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศส่งออกน้ำมันโดนทำลาย และหลังจากนี้ไทยก็ยังต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพื่อชดเชยช่วงวิกฤตก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการปรับตัวโดยการเพิ่มแหล่งนำเข้าและปรับเส้นทางขนส่ง ทำให้ความกังวลต่อการขาดวัตถุดิบคลี่คลาย เช่น แนฟทา ฮีเลียม ปุ๋ย ที่มีสต๊อกเพียงพออย่างน้อยไปจนถึงไตรมาสที่ 3 แม้ราคาวัตถุดิบจะยังสูง
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่จะปรับตัวได้มากกว่า SMEs ที่ปรับตัวได้จำกัด โดย SMEs ปรับตัวด้านต้นทุนและสต๊อกได้ยากกว่า และยังมีสถาพคล่องที่ตึงตัว โดยเฉพาะธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม ค้าปลีก ผู้รับเหมา ทั้งนี้ การส่งผ่านราคาสินค้าในประเทศทำได้จำกัดจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ส่วนสินค้าส่งออกยังปรับราคาได้
“การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยยังถูกกดดันจากรายได้ครัวเรือนที่ชะลอลง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยกำลังซื้อครัวเรือนถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 คาดว่าค่าครองชีพอาจไม่ลดลงมาก แต่ได้มาตรการภาครัฐช่วยพยุง อีกทั้งครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำก็จะได้รับแรงกดดันจากค่าครองชีพสูงกว่า โดยพบว่ากลุ่มสินค้าราคาถูกมีความอ่อนไหวมากกว่า คือปรับตัวขึ้นมากหลังเกิดสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นสินค้าที่บริโภคกันในชีวิตประจำวัน” ดร.ดอน กล่าว
ดร.ดอน กล่าวว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิมที่ 2.8% ปรับตัวลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิม 2.9% โดยปรับขึ้นชั่วคราวตั้งแต่ไตรมาส 2 ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย อีกทั้ง กนง. มองว่าเงินเฟ้อจะทำให้ราคาสินค้าทยอยปรับเพิ่มขึ้น ทั้งส่งผ่านโดยตรงในหมวดพลังงาน และส่งผ่านทางอ้อมในหมวดอื่นผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่สูง “จากประสบการณ์ในอดีต เงินเฟ้อไทยปรับลดลงแรงกว่าต่างประเทศ และไม่มีประเด็นเงินเฟ้อภาคบริการเหมือนกับต่างประเทศ”
ทั้งนี้ เงินเฟ้อคาดการณ์ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และมีแนวโน้มปรับลดลงตามราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในอนาคต จากความไม่แน่นอนทางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ การส่งผ่านต้นทุนอาจเพิ่มขึ้น และปรากฏการณ์เอลนิโญที่อาจรุนแรงกว่าที่คาด
“สำหรับคาดการณ์เงินเฟ้อต่างประเทศยังมีแนวโน้มสูงกว่าเป้า เช่นเดียวกับไทย แต่ก็ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และมองว่ายังควบคุมได้ ทั้งนี้หากจำเป็นต้องปรับขึ้นก็ต้องปรับขึ้น ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อที่เคยมองว่าจะแต่ 5.0-5.2% ก็อาจไม่ไปถึงตรงนั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง” ดร.ดอนกล่าวและว่า ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อภาคบริการเหมือนต่างประเทศ อันเป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงาน ขณะที่ไทยค่าจ้างแรงงานไม่ขึ้น เงินเฟ้อส่วนนี้จึงไม่ขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็แปลว่าการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) อยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก
ในขณะที่สถาบันการเงินยังต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ โดยเฉพาะต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสินเชื่อรวมยังขยายตัวต่ำ และมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม สินเชื่อธุรกิจ SMEs ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธุรกิจ SMEs ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย
ดร.ดอน กล่าวว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก และค่าเงินส่วนใหญ่ก็ปรับอ่อนค่าตามทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐ โดยอัตราการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ -5.7% ซึ่งไม่ได้อ่อนค่านำค่าเงินในภูมิภาค โดยจะเห็นว่าค่าเงินวอนเกาหลีใต้อยู่ที่ -6.0% และรูเปียอินโดนีเซียอยู่ที่ -6.6% อย่างไรก็ตาม มองว่าค่าเงินบาทในระยะถัดไปยังไม่น่าเป็นห่วงมาก
สำหรับบริบทปัจจุบัน ต้องผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินที่ต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อ นโยบายการเงินก็ยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย ทั้งนี้หากมีความเสี่ยงเงินเฟ้อเข้ามาก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนต่อไป อีกทั้งนโยบายการคลังที่ต้องลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ พร้อมทั้งให้ความสำคัญการเพิ่ม Productivity ในระยะยาวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ “หากทำได้ดี คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจที่จะชะลอในปีหน้าที่ 1.8% ก็อาจไม่ชะลอก็ได้”
นอกจากนี้มาตรการทางการเงินก็ยังต้องมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาหนี้กลุ่มเปราะบาง และเสริมสภาพคล่อง ยกศักยภาพให้กับ SMEs
กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามความเสี่ยงในระยะต่อไป ได้แก่ 1.การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ และการปรับเพิ่มขึ้นของราคาเป็นวงกว้างและต่อเนื่อง 2.เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และ 3.ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2568 เกินดุล 3% แต่ประมาณการดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้จะสมดุล (0.0%) และอาจติดลบได้จากการนำเข้าน้ำมันในราคาและปริมาณที่สูงเพื่อสำรองน้ำมัน แม้ไทยจะส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปได้มาก ทั้งนี้ปีหน้าดุลบัญชีเดินสะพัดก็อาจจะกลับมาบวกได้
“คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัด พ.ค.-มิ.ย. อาจติดลบต่อเนื่องจาก เม.ย. แม้ช่วง พ.ค. มีกำไรจากภาคการส่งออกมากที่สุดในรอบปี จึงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดได้ ส่วนช่วง มิ.ย. อาจสมดุลหรือติดลบเล็กน้อย แต่ไม่ต้องเป็นกังวล คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง แม้ไม่เท่ากับช่วง พ.ค.” ดร.ดอน กล่าว