DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่จริง ยกระดับผลิตภัณฑ์ GI–ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ สร้างรายได้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมและงานวิจัยเชิงพาณิชย์จากการลงพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากชุมชนเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผ่าน 3 ผลงานหลัก ได้แก่ “ยาหม่องสติ๊ก” นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ เครื่องดื่มสมุนไพร “ชารางแดง” พืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นมาตรฐาน GI และโมเดลเส้นทางท่องเที่ยว Low Carbon Tourism เพื่อลดข้อจำกัดทางการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนโดยตรง
การจัดแสดงดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2569 ณ DPU Makerspace ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยคณาจารย์นักวิจัย จาก วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) และ คณะศิลปศาสตร์ ได้มุ่งแก้ไขจุดอ่อนและทลายข้อจำกัดอันเป็น Pain Points สำคัญของผู้ประกอบการท้องถิ่น ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสถิติ การบัญชี การออกแบบ และการตลาด เข้ามาพลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดปัจจุบันได้อย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง เห็นปัญหาจริง และฝึกใช้ความรู้ในห้องเรียนไปสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับศักยภาพสู่ความพร้อมในการทำงานจริง (Ready to Work)
พลิกโฉมภูมิปัญญา! “ยาหม่องสติ๊ก” พกง่าย กลิ่นละมุน นวัตกรรมทลายข้อจำกัดเพื่อคนรุ่นใหม่
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่วนแรกนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) โดยมี ดร.วรัญญู ศรีเชียงรายรองคณบดีและหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ และสาขาวิชาการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นนักวิจัย ซึ่งจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของทีมวิจัยพบว่า ยาหม่องสมุนไพรดั้งเดิมของกลุ่มแพทย์แผนไทยวัดเสาธงทอง มีสรรพคุณเด่นเรื่องแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม รวมถึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและแมลงสัตว์กัดต่อยได้อย่างเห็นผล แต่บรรจุภัณฑ์แบบเก่าอยู่ในรูปแบบ ขวดแก้วดั้งเดิม ซึ่งนักท่องเที่ยวสะท้อนปัญหาเรื่อง ความไม่สะดวกในการพกพาและการหกเลอะเทอะ โดยเฉพาะเมื่อต้องนำติดตัวเดินทางไปต่างประเทศ ประกอบกับรูปลักษณ์ที่ดูย้อนยุคและกลิ่นที่ฉุนเกินไป ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ได้ยาก
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อาจารย์วรัญญู ระบุว่า ทีมนักศึกษาจากวิทยาลัย CIBA จึงได้เข้าไปจัดการโครงสร้างบัญชีใหม่ทั้งหมด 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 สำรวจและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนที่ 2 วางระบบสมุดบัญชีครัวเรือนและร้านค้าแบบเข้าใจง่าย ให้ชาวบ้านทำเองได้จริง ขั้นตอนที่ 3 คำนวณต้นทุนแฝงเชิงลึก เพื่อแจกแจงรายจ่ายคงที่และรายจ่ายผันแปรให้เห็นอย่างโปร่งใส และขั้นตอนที่ 4 วางกลยุทธ์การตั้งราคาขายใหม่ เพื่อให้สะท้อนกำไรสุทธิที่แท้จริง โดยให้นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้แก่ชาวบ้าน
หลังจากจัดระเบียบโครงสร้างบัญชีหลังบ้าน และเห็นภาพโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงวางแผนงบประมาณลงทุนได้แล้ว ทีมวิจัยจึงได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU เพื่อพลิกโฉมภาพลักษณ์สินค้า โดยร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging Innovation จากขวดแก้วแบบเดิมสู่ลักษณะแกนหมุนเกลียวคล้ายลิปสติก ผลิตจากวัสดุน้ำหนักเบาแต่ทนทาน ภายใต้ชื่อ “ยาหม่องสติ๊ก” วิสาหกิจชุมชนวัดเสาธงทอง ซึ่งกลไกนี้ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปิดฝาหมุนทาได้ทันทีโดยนิ้วมือไม่ต้องสัมผัสเนื้อยา พร้อมระบบซีลภายในป้องกันการไหลเยิ้ม แต่ยังคงประสิทธิภาพการรักษาตามตำรับเดิมไว้อย่างครบถ้วน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเจาะตลาดใหม่ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก ควบคู่กับการปรับสูตรกลิ่นให้หอมละมุน เพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นสินค้าทันสมัย ขยายฐานสู่กลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขนาดหลอดเล็กราคาประหยัดเพื่อเพิ่มทางเลือกในการพกพา ทั้งยังช่วยลดความลังเลใจของผู้บริโภคหน้าใหม่ให้กล้าเปิดใจทดลองใช้สินค้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำในระยะยาว ซึ่งจากการติดตามผลพบว่า จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์มียอดขายจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มของฝากท้องถิ่น แต่ภายหลังการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ชุมชนกลับมียอดสั่งผลิตเพื่อใช้เป็นของชำร่วยระดับพรีเมียมในงานเทศกาลต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
“กระบวนการทำงานขับเคลื่อนชุมชนเกาะเกร็ดของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณาจารย์ได้ให้กลุ่มนักศึกษาลองลงไปพูดคุยและดูหน้างานจริง โดยมีคณะอาจารย์คอยให้คำแนะนำอยู่ห่าง ๆ เพื่อให้นักศึกษาได้นำวิชาการบัญชีที่เรียนมาลองเปิดสมุดรายรับรายจ่ายของวิสาหกิจชุมชนดู ช่วยพวกเขาจัดระเบียบโครงสร้างต้นทุนและกำไรให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ตลาดว่าผลิตภัณฑ์ติดขัดตรงไหน ทำไมยอดขายไม่เดิน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ช่วยให้นักศึกษาได้เจอกับสภาวะจริงและเจอปัญหาจริงทางธุรกิจที่ไม่สามารถหาได้จากในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว” อาจารย์วรัญญู อธิบาย
นอกจากนี้ยังระบุด้วยความภูมิใจว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางวิชาการที่ช่วยตอกย้ำหัวใจสำคัญที่ว่ากระบวนการพัฒนาที่ทำลงไปนั้นประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยการทำงานวิจัยช่วยให้เห็นผลลัพธ์ในภาพรวมที่เป็นระบบและมีข้อมูลมารองรับความสำเร็จของโปรเจกต์ชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่ถือเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและน่าชื่นใจที่สุดสำหรับคนเป็นอาจารย์ คือการได้เห็นชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงจากการยกระดับผลิตภัณฑ์ และชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนที่สุด

ชารางแดงเกาะเกร็ด พัฒนาคุณภาพด้วยวิทยาศาสตร์อาหาร กาง Roadmap สู่ตลาด Functional Food
สำหรับผลงานที่สองคือ “ชารางแดง” พืชพื้นถิ่นประจำเกาะเกร็ดที่มีคุณสมบัติในการทนทานต่อสภาวะน้ำท่วมขัง และมีที่มาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของพระสงฆ์ในพื้นที่ ซึ่งเก็บใบรางแดงมาตากแดดและคั่วเพื่อชงดื่มแก้อาการเจ็บป่วยปวดเมื่อย โดยทีมวิจัย DPU ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใบชาเกาะเกร็ดนนทบุรี เป็นเวลานานถึง 3-4 ปี เนื่องจากปัญหาดั้งเดิมคือชารางแดงมักจะมีกลิ่นไหม้และมีรสฝาดของใบไม้ดิบผสมอยู่ เพราะกระบวนการคั่วเดิมใช้การกะเกณฑ์ด้วยสายตา
โดย ผศ.ดร.ศิรัตน์ แจ้งรักษ์สกุล รองคณบดีและหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และหัวหน้าหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงพานักศึกษาลงไปใช้ศาสตร์วิทยาศาสตร์การผลิตอาหารเข้ามาช่วยปรับปรุงคุณภาพ โดยเพิ่มเทคนิคการนวดใบไม้เพื่อให้ถุงน้ำมันหอมระเหยภายในใบแตกตัวออก แล้วนำไปคั่วผ่านการควบคุมอุณหภูมิและเวลาที่แม่นยำ กระบวนการนี้ทำให้น้ำชารางแดงที่ชงออกมามีกลิ่นหอมฟุ้งละมุนและมีรสชาติกลมกล่อมมากขึ้น จนปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือมาตรฐาน GI ของจังหวัดนนทบุรี เช่นเดียวกับทุเรียนนนทบุรี เพื่อยืนยันอัตลักษณ์แหล่งผลิตในระดับสากล
สำหรับการขยายตลาด ผศ.ดร.ศิรัตน์ ระบุว่า ทีมงานได้ร่วมกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU วางยุทธศาสตร์ Roadmap พัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาดไว้ 3 ระยะ โดยระยะแรกเน้นการเก็บรักษาคุณภาพชา ระยะต่อมาพัฒนาเป็นกล่องพรีเมียมสำหรับของฝากเพื่อเพิ่มมูลค่า และระยะที่สามจะทำขนาดเล็กในรูปแบบ Size S เพื่อความสะดวกในการซื้อซ้ำ พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนพื้นที่ชั้นวางจำหน่ายของผู้ประกอบการในชุมชน
ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ในอนาคต ทีมวิจัยยังมีแนวคิดที่จะพัฒนาสู่รูปแบบ “กระบอกชงชาสำเร็จรูป” หรือในลักษณะแก้วพร้อมดื่มที่ผู้บริโภคสามารถเติมน้ำร้อนแล้วพกพาไปดื่มได้ทันที เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายของคนรุ่นใหม่และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสารและการขาย จากเดิมที่เน้นช่องทาง Facebook ได้ขยายฐานเข้าสู่แพลตฟอร์ม TikTok Marketing เพื่อเพิ่มการรับรู้ให้กว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนอกจากแผนงานในอนาคตเหล่านั้นแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการยังได้นำนวัตกรรมและแผนการตลาดไปลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเปิดหน้าร้านในรูปแบบร้านคาเฟ่เพื่อเสิร์ฟขายเครื่องดื่มชารางแดง และทำหน้าที่ให้ข้อมูลแนะนำเรื่องราวพืชอัตลักษณ์ GI ตัวนี้ให้แก่ลูกค้าโดยตรง พร้อมผลักดันบริการให้ทดลองชิมชาก่อนตัดสินใจซื้อ ส่วนแผนงานปีหน้าเตรียมศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการเพื่อพิสูจน์คุณประโยชน์ทางวิชาการ ดันชารางแดงเข้าสู่ตลาดอาหารโภชนาการสูงในกลุ่ม Functional Food ระดับบนต่อไป
“ตอนที่เราลงไปแรก ๆ ชาวบ้านก็คั่วชาและต้มดื่มแบบเดิม ๆ จนพอทีมวิจัยนำวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคนิคการนวดใบชาเข้าไปแนะนำให้ปรับเปลี่ยนแล้ว เขาเดินมาบอกด้วยความตื่นเต้นว่า ‘อาจารย์ผมไม่รู้เลยว่าต้องทำแบบนี้ รสชาติมันเปลี่ยนไปเลย’ สิ่งนี้คือความภูมิใจที่สุดในโครงการ คือการที่เขาพร้อมเปิดใจเรียนรู้และลงมือทำทันที จนวันนี้สามารถต่อยอดเปิดคาเฟ่ เล่าเรื่องราวชารางแดงที่เป็นสินค้าอัตลักษณ์ GI ประจำถิ่นให้นักท่องเที่ยวรู้จักได้ด้วยตัวเอง การเห็นธุรกิจชุมชนตื่นตัวและมีรายได้กลับเข้าหาตัวเองต่อเนื่องแบบนี้ คือผลลัพธ์ของงานวิจัยที่จับต้องได้จริง” ผศ.ดร.ศิรัตน์ อธิบาย
สำหรับก้าวต่อไปในการยกระดับสู่สากล ผศ.ดร.ศิรัตน์ ยังวางเป้าหมายการวิจัยขั้นต่อไปว่า “ตอนนี้ทีมวิจัยกำลังศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของชารางแดงเกาะเกร็ด ว่ามีส่วนช่วยควบคุมและบรรเทาภาวะโรคเบาหวานรวมถึงความดันโลหิตสูงได้ดีเพียงใด ซึ่งการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาการันตีและรับรองคุณประโยชน์เช่นนี้ จะเป็นตัวเร่งมูลค่าเพิ่มให้สินค้าชุมชน และช่วยเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์ก้าวเข้าสู่เซกเมนต์ใหม่อย่างกลุ่มอาหารฟังก์ชันระดับพรีเมียม เพื่อจับเทรนด์สุขภาพโลกที่กำลังเติบโต อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้ารายใหญ่หรือนักลงทุนที่ต้องการรับซื้อผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์บนมาตรฐานสากล”

เส้นทางท่องเที่ยวเกาะเกร็ดคาร์บอนต่ำ Low Carbon Tourism
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการจัดนิทรรศการครั้งนี้ คือผลงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาพื้นที่ โดยนักวิจัยจากคณะศิลปศาสตร์ และวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเกร็ด ผ่านโครงการวิจัยเรื่องพัฒนาชุมชนท่องเที่ยววิถีคาร์บอนต่ำสู่ความยั่งยืน:ชุมชนตำบลเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้รับงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF) จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ปีงบประมาณ 2568
โครงการวิจัยนี้มี ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นหัวหน้าโครงการ และมี ดร.วรัญญู ศรีเชียงราย รองคณบดีวิทยาลัย CIBA และ รศ.ดร.นิตย์ เพ็ชรรักษ์ นักวิจัยอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นผู้ร่วมวิจัยโดยโครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเกาะเกร็ดในรูปแบบคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงสร้างการทำงาน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชน การเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับชุมชนคาร์บอนต่ำ และการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำต้นแบบในชุมชนตำบลเกาะเกร็ด
โดยเส้นทางท่องเที่ยวนี้ถูกออกแบบมาในรูปแบบทริปวันเดียว เพื่อร้อยเรียงอัตลักษณ์ของชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ เช่น การใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในการสัญจร การแวะชิม “ชารางแดง” สมุนไพรพื้นบ้านอัตลักษณ์ GI การร่วมทำเวิร์กชอปผ้าบาติก การทดลองปั้นเครื่องปั้นดินเผา ตลอดจนการแวะนวดผ่อนคลาย และเสริมสิริมงคลด้วยการไหว้พระ 3 วัดสำคัญรอบเกาะเกร็ด ซึ่งนอกเหนือจากกิจกรรมครบจบในที่เดียวแล้วยังมีการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนักท่องเที่ยวหนึ่งคนซึ่งอยู่ที่ 3.50 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าไม่มากนักและสามารถส่งเสริมให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำได้ในอนาคต
การขับเคลื่อนโครงการภาคสนามนี้ ดร.วริศ ยังได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัย CIBA จำนวน 8 คน เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ช่วยวิจัยภาคสนาม โดยผ่านการอบรมความรู้เฉพาะทางด้านการคำนวณก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งลงพื้นที่เก็บข้อมูลจริงในทุกขั้นตอน ส่งผลให้นักศึกษาเกิดการพัฒนา Green Skills อันเป็นคุณลักษณะและทักษะพึงประสงค์ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศกำหนดไว้สำหรับบัณฑิตยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ ดร.วริศ ยังระบุว่า จากความสำเร็จของการดำเนินงานภาคสนามในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้ทำการส่งมอบผลงานวิจัยและแผนผังเส้นทางท่องเที่ยวตัวอย่างให้แก่ อบต. เกาะเกร็ด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการนำไปพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งการยกระดับชุมชนเกาะเกร็ดให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะในมิติของ SDG ข้อที่ 13 ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ SDG ข้อที่ 11 ด้านการพัฒนาชุมชนและเมืองอย่างยั่งยืน
ในประเด็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้ ดร.วริศ ยังได้ขยายความถึงความจำเป็นในการรับมือว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศชัดเจน แม้สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเราจะไม่สูงมากก็ตาม นั่นเป็นเพราะโลกเชื่อมโยงด้วยชั้นบรรยากาศผืนเดียวกัน เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง ทุกพื้นที่ย่อมได้รับผลกระทบร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“อย่างไรก็ดี หากมองย้อนไป มนุษย์เราส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศมานานนับร้อยปีจนสภาพอากาศร้อนขึ้นจริง แต่ในวันนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้คนเริ่มใส่ใจและมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงอย่างนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือเวลานี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง เพราะหากไม่ทำตอนนี้ อนาคตสภาพแวดล้อมจะถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้แน่นอน” ดร.วริศ อธิบายเพิ่มเติม
“ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมปัจจุบันจึงต้องมองภาพรวมและทำไปพร้อมกัน ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศที่เตรียมจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือ Net Zero 2050 ตามข้อตกลงปารีส โครงการวิจัยพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับชุมชนเพื่อต่อยอดนำไปใช้ต่อในอนาคตหากมีกฎระเบียบ ข้อบังคับจากภาครัฐในอนาคต”
“การที่มหาวิทยาลัยได้เข้ามาร่วมมือกับชุมชน ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ และเรารู้สึกยินดีที่ได้นำองค์ความรู้เข้าไปช่วยพัฒนาชุมชนใกล้เคียง และเชื่อมั่นว่าหากได้รับการผลักดันที่ดีจากทุกภาคส่วน โมเดลต้นแบบเกาะเกร็ดคาร์บอนต่ำนี้จะเกิดขึ้นได้จริงและเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.วริศ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
สอดรับกับแนวคิดของ อาจารย์วรัญญู อาจารย์นักวิจัยผู้ร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน ได้กล่าวเสริมในมิติเศรษฐกิจและสังคมว่า “การที่ธุรกิจชุมชนปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานคาร์บอนต่ำ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันรองรับมาตรการการค้าสีเขียวสากล ขณะเดียวกัน ตัวเลขการลดคาร์บอนจะสะท้อนกลับมาเป็นผลลัพธ์ในการลดต้นทุนพลังงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ของชุมชนโดยตรง ซึ่งตอบโจทย์นโยบาย Net Zero ของประเทศอีกด้วย”
“นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบ่มเพาะแนวคิดความยั่งยืนให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงนอกห้องเรียน ทำให้เกิดทักษะวิชาชีพจากการเผชิญปัญหาจริง ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มุ่งมั่นและผลักดันมาโดยตลอด” อาจารย์วรัญญู กล่าวเพิ่มเติม
“ยิ่งไปกว่านั้น โครงการวิจัยนี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนจนเกิดความพร้อมในสายอาชีพเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นตื่นตัวในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
สำหรับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเกาะเกร็ดในภาพรวมทั้งหมดนี้ ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ของธนาคารออมสิน นอกเหนือจากนี้ ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจากทุนวิจัย Fundamental Fund (FF) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ขณะเดียวกัน ภายในบูธจัดแสดงนิทรรศการยังได้นำเสนอผลงานวิจัยเพื่อพัฒนาอีกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาและคณาจารย์เท่านั้น แต่ทุกผลงานยังเป็นต้นแบบที่พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจนำไปต่อยอด เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป