ไชยชนก แจงงบฯ ดีอี พุ่ง 33% จากคลาวด์กลางภาครัฐ
ไชยชนก แจงงบ ดีอี พุ่ง 33% จากคลาวด์กลางภาครัฐ
ไชยชนกแจงงบฯ ‘ดีอี’ เพิ่ม 33% ส่วนใหญ่ค่าคลาวด์กลางภาครัฐ เพิ่ม 2.6 พันล้านบาท และระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ไฟป่า พยากรณ์อากาศ อีก 1.2 พันล้านบาท
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวชี้แจงประเด็นกระทรวงดีอีได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น 33.18% ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก ว่าในส่วนของงบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นงบประมาณด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เพิ่มขึ้นจำนวน 2,654 ล้านบาท
สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์กลางของประเทศนั้น มีความสำคัญในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเป็นรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นรวมศูนย์ในที่เดียว ซึ่งจะมีราคาที่ถูกลงมากกว่า 30% จากการลงทุนแยกเป็นแต่ละหน่วยงาน ทำให้รัฐสามารถลดรายจ่ายด้านบุคลากร ลดงบประมาณในการประชุมจัดซื้อจัดจ้างได้กว่า 100 ล้านบาท ลดปัญหาการจัดทำระเบียบการหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเพียงพอ
ขณะที่หลายฝ่ายมีข้อสงสัยว่าเหตุใดโครงการ GDCC จึงไม่รวมการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมด โดยมีเหตุผลแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
1.กลุ่มที่มีการจัดซื้อจัดจ้างก่อนแล้ว และเป็นงบฯผูกพัน
2.กลุ่มที่มีการใช้งานระบบฟังก์ชั่นต่างกัน เช่น กระทรวงการคลัง
3.กลุ่มที่ต้องจัดเก็บข้อมูลจำเป็นเฉพาะ เพื่อความมั่นคงปลอดภัย เช่น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในส่วนของกรมอุตุนิยมวิทยา มีการเพิ่มเติมงบประมาณโครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า (Earthquake Early Warning) รวมทั้งเทคโนโลยีด้านการพยากรณ์อากาศ และการป้องกันไฟป่า จำนวน 1,209 ล้านบาท ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกที่มีความเสถียรมากพอที่จะคาดการณ์การเกิดแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้า
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว และส่งสัญญาณแจ้งเตือนมายังประเทศไทยล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น แม้จะเป็นการแจ้งเตือนเพียงไม่กี่วินาที แต่ช่วยให้สามารถลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และการป้องกันในส่วนของภัยพิบัติ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งการใช้งบประมาณ และไม่ใช้งบประมาณ โดยการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พร้อมยกตัวอย่างในส่วนการไม่ใช่งบประมาณ เช่น การบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ การพัฒนาเรื่องธรรมาภิบาล AI ความร่วมมือด้าน AI Governance กับนานาชาติ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) พร้อมผลักดันการจัดตั้งศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center : AIGC) ในภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างการบูรณาการข้อมูลด้านการป้องกันภัยพิบัติ เช่น การเกิดน้ำท่วม ฝนตกหนักที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งกระทรวงดีอี โดยกรมอุตุฯ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับติดตามการก่อตัวของมวลฝน จนช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยทั้งชีวิต และทรัพย์สิน รวมทั้งการปรับวิธีการป้องกัน และเฝ้าระวังภัยพิบัติ โดยมีการฝึกซ้อมการปฏิบัติงานในภาคเหนือและภาคใต้ ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ