เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
EV เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
“อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
Politics “อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
Politics อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
“ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
Politics “ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
Biz Movement NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
News จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
Real Estate SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
Finance วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
Finance ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
Business ‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
ดูทั้งหมด

‘บรรยง’ ชี้ไทยไร้ประชาธิปไตย-ทุนนิยมแท้จริง ปลุก ‘สามัญชน’ รีดความสามานย์ออกจากระบบ

02 ก.ค. 2569 | 14:19น.

‘บรรยง พงษ์พานิช’ ชำแหละความบิดเบี้ยวโครงสร้างไทย ชี้ ‘สามัญชน-ประชาธิปไตย-ทุนนิยม’ คือเรื่องเดียวกัน เตือนหากปล่อยให้เสรีภาพและการแข่งขันขาดหาย ประชาธิปไตยจะเหลือเพียงพิธีกรรม ส่วนทุนนิยมกลายเป็นระบบอภิสิทธิ์ และลดทอนคนธรรมดาเป็นแค่ผู้ชมในประเทศตัวเอง ลั่นถึงเวลาสามัญชนลุกขึ้นกู้ระบบที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานปาฐกถา สุภา ศิริมานนท์ ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “สามัญชนและประชาธิปไตย ในระบบทุนนิยม” โดยมี นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นองค์ปาฐกพิเศษ ซึ่งเนื้อหาของปาฐกถาในครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเศรษฐกิจและการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการชำแหละโครงสร้างความบิดเบี้ยวของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสียงเตือนและปลุกให้คนธรรมดาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบบ

นายบรรยง ระบุว่าการขึ้นเวทีปาฐกถาครั้งนี้ เนื่องจากตนเองเป็นนักธุรกิจการเงินมาตลอดชีวิต และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้อยคนในประเทศนี้ที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าชื่นชมในระบอบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่ในขณะที่ ‘นายสุภา ศิริมานนท์’ เป็นผู้บุกเบิกความรู้ด้านสังคมนิยมและมาร์กซิสต์อย่างเข้มข้นในสังคมไทย ซึ่งคำว่าทุนนิยมในบริบทสังคมไทยนั้น มักจะถูกมองว่าเป็นคำหยาบที่หมายถึงการเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ และมักถูกเรียกรวมกันว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” เสมือนหนึ่งว่าทุนนิยมทุกประเภทต้องมีความชั่วร้ายไปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นายบรรยงชี้ให้เห็นว่าความสวยงามและมหัศจรรย์ของวิชาสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์คือความไม่ถูกต้องสมบูรณ์ของตัววิชาการเอง โดยในปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หรือระบอบการปกครองแบบใดในโลก ที่สามารถนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงและยั่งยืน หรือสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสงบสุขอย่างไร้การเบียดเบียนได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกบริบทและทุกห้วงเวลา ปาฐกถาในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์สถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับภาวะปัจจุบันของประเทศไทย

ถอดรหัส 3 คำนิยาม: ‘สามัญชน-ประชาธิปไตย-ทุนนิยม’

ในการจำกัดขอบเขตเนื้อหา นายบรรยงได้หยิบยกคำสามคำขึ้นมาวิเคราะห์ ได้แก่ “สามัญชน” “ประชาธิปไตย” และ “ทุนนิยม” ซึ่งในความรับรู้ของคนทั่วไปมักจะรู้สึกว่าสามคำนี้อยู่กันคนละโลกและไม่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยคนธรรมดามักมองว่า สามัญชนคือกลุ่มคนปกติที่ต้องใช้ชีวิต ทำงาน สุจริต จ่ายภาษี ดูแลครอบครัว และพยายามเอาตัวรอดในแต่ละวัน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่มีสิทธิ์บางอย่างเหนือคนทั่วไป โดยไม่ได้พิจารณาจากเรื่องฐานะแต่เพียงอย่างเดียว

ส่วนคำว่าประชาธิปไตยก็มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง การอภิปราย หรือความวุ่นวายและการประท้วงที่ปรากฏในข่าว ขณะที่ทุนนิยมถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรวย นายทุน ธนาคาร ตลาดหุ้น บริษัทใหญ่ และคนที่มีเงินมากพอที่จะปล่อยให้เงินทำงานแทนตัวเองได้ ซึ่งคนจำนวนมากมักคิดว่าหน้าที่ของตนเองมีเพียงแค่ทำงาน หาเงิน จ่ายภาษี และไปเลือกตั้งตามกำหนดเวลา แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองในการบริหารประเทศ

แต่นายบรรยงได้เน้นย้ำว่าความเชื่อเหล่านั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากสามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยม แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน และปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ สังคมไทยไม่ได้พยายามเพียงพอที่จะอยู่ในประชาธิปไตยที่แท้จริง และไม่ได้พยายามเพียงพอที่จะอยู่ในทุนนิยมที่ดี โดยข้อความหลักที่ต้องการชวนให้ทุกคนคิดร่วมกันคือ มีแต่สามัญชนอย่างพวกเราเท่านั้นที่จะสามารถเอาความสมบูรณ์และความถูกต้องกลับคืนมา และสมควรอย่างยิ่งที่จะลุกขึ้นมาจัดการให้เป็นเช่นนั้น

“หากเสรีภาพในการเลือกและการแข่งขันขาดหายไป ประชาธิปไตยจะหลงเหลืออยู่เพียงแค่พิธีกรรม ทุนนิยมจะกลายเป็นเพียงระบบอภิสิทธิ์ และสามัญชนจะถูกลดทอนบทบาทให้เป็นเพียงผู้ชมในประเทศของตนเอง”

นายบรรยงได้อ้างอิงถึงคำกล่าวของ วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) ที่พูดไว้ในสภาอังกฤษเมื่อปี 1947 หลังจากที่ตนเองแพ้เลือกตั้งว่า ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่แย่ที่สุด หากไม่รวมรูปแบบอื่นทั้งหมดที่มนุษย์เคยทดลองมาแล้ว ซึ่งคำกล่าวนี้สามารถนำมาขยายความสู่ระบบทุนนิยมได้เช่นกันว่า ทุนนิยมอาจเป็นระบบเศรษฐกิจที่แย่ที่สุด หากไม่นับรวมระบบอื่นทั้งหมดที่มนุษย์เคยลองมา เพราะในความเป็นจริงทุนนิยมก็มีความไม่สมบูรณ์ สามารถสร้างความเหลื่อมล้ำ สร้างผู้แพ้ เกิดภาวะตลาดล้มเหลว เปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มกอบโกยผลประโยชน์เกินควร และลดทอนคุณค่าของมนุษย์ให้ถูกวัดด้วยตัวเลขผลผลิต กำไร หรือราคาหุ้น

แต่คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่าทุนนิยมสมบูรณ์แบบหรือไม่ หากแต่เป็นการเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นในโลกจริงว่ามีระบบใดที่ทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์จากการแยกตัวทางระบบเศรษฐกิจของค่ายหลังม่านเหล็กที่หันไปใช้ระบบเศรษฐกิจแบบมาร์กซิสต์ในช่วงสงครามเย็นได้พิสูจน์แล้วว่า ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปฏิเสธระบบตลาด และไม่ยอมให้มีเสรีภาพในการแข่งขันนั้น ต่อให้มีอุดมการณ์ที่ดีอย่างไรก็ไม่สามารถสร้างผลผลิตและนวัตกรรมได้เพียงพอ เนื่องจากผู้คนในระบบเอาแต่รอส่วนแบ่งมากกว่าจะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าสังคมต้องบูชาทุนนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ตรงกันข้าม สังคมจำเป็นต้องวิจารณ์ทุนนิยมอย่างจริงจังบนฐานของความเป็นจริง

อย่าติดกับดักความคิด นำ ‘ระบบจริงที่บิดเบี้ยว’ ไปเทียบ ‘ระบบในฝัน’

กับดักทางความคิดที่อันตรายที่สุดในสังคมไทยคือการนำ “ระบบจริงที่บิดเบี้ยว” ไปเปรียบเทียบกับ “ระบบทางเลือกในจินตนาการที่สมบูรณ์แบบ” เช่น การนำประชาธิปไตยจริงที่มีนักการเมืองแย่ ๆ ไปเปรียบเทียบกับระบอบเผด็จการในฝันที่มีผู้นำฉลาด เมตตา ไม่โกง ยอมลงจากอำนาจเอง และหลงเชื่อไปจนถึงว่าทายาทผู้สืบทอดอำนาจจะยังคงฉลาด เมตตา และซื่อสัตย์เช่นเดิม หรือการนำทุนนิยมจริงที่มีนายทุนผูกขาดไปเทียบกับสังคมนิยมในฝันที่ทุกคนมีความเท่าเทียม ขยัน ซื่อสัตย์ และปราศจากการคอร์รัปชันของรัฐ

แต่นายบรรยงชี้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงต้องเปรียบเทียบของจริงกับของจริง ประชาธิปไตยจริงต้องเทียบกับเผด็จการจริง ทุนนิยมจริงต้องเทียบกับเศรษฐกิจรวมศูนย์จริง และมนุษย์จริงต้องเทียบกับมนุษย์จริง ไม่ใช่มนุษย์ในตำรา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเช่นนั้น ประชาธิปไตยและทุนนิยมยังคงเป็นระบบที่ดีกว่า ไม่ใช่เพราะความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นเพราะทั้งสองระบบนี้ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ จึงมีการออกแบบกลไกให้สามารถแก้ไขเยียวยาตัวเองได้

โครงสร้างของประชาธิปไตยและทุนนิยมมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก โดยประชาธิปไตยทำหน้าที่มอบเสรีภาพทางการเมืองให้แก่ประชาชน ผ่านการสิทธิ์ในการเลือกผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล และปฏิเสธอำนาจเดิม ขณะที่ทุนนิยมมอบเสรีภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน ผ่านสิทธิ์ในการเลือกซื้อ เลือกลงทุน เลือกทำงาน เลือกประกอบธุรกิจ และปฏิเสธผู้ผลิตรายเดิม ในมิติทางการเมือง ประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีหลายพรรค หลายนโยบาย และหลายวิสัยทัศน์ เช่นเดียวกับในมิติทางเศรษฐกิจที่ทุนนิยมต้องมีสินค้าที่หลากหลาย มีผู้ผลิตจำนวนมาก มีระดับราคาที่แตกต่าง และมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย อีกทั้งประชาธิปไตยต้องการการแข่งขันของนักการเมืองในด้านนโยบาย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการบริหารจัดการ ในขณะที่ทุนนิยมก็ต้องการการแข่งขันของบริษัทในด้านคุณภาพ ราคา นวัตกรรม และความเข้าใจในตัวลูกค้า

“หากประชาชนมีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่มีข้อมูล ไม่มีสื่อเสรี และไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม สิทธิ์ในการเลือกนั้นย่อมกลายเป็นเพียงภาพลวงตา และหากผู้บริโภคมีสิทธิ์ซื้อสินค้า แต่ตลาดถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่ราย สิทธิ์ในการเลือกซื้อนั้นก็ย่อมกลายเป็นภาพลวงตาด้วยเช่นกัน ปัญหาของไทยในปัจจุบันไม่ใช่การมีประชาธิปไตยหรือทุนนิยมมากเกินไป แต่เป็นเพราะเรามีประชาธิปไตยและทุนนิยมที่แท้จริงน้อยเกินไป”

ชำแหละตลาดการเมืองล้มเหลว: กีดกันพรรคใหม่-ข้อมูลไม่ตรงปก-กลุ่มอำนาจร่วมมือฮั้วผลประโยชน์

นายบรรยงได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านหนังสือ 3 เล่ม เล่มแรกคือ Capitalism, Socialism and Democracy (1942) ของ Joseph Schumpeter ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาและไม่โรแมนติก โดยชี้ว่าประชาธิปไตยไม่ได้ทำงานจากเจตจำนงสูงสุดร่วมกันของสังคมก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากในสังคมปัจจุบันที่มีความหลากหลายเป็นไปไม่ได้ที่จะหาฉันทามติร่วมกันเจอ ทุกคนต่างมีวาระของตนเอง Schumpeter จึงเสนอว่า ประชาธิปไตยแท้จริงแล้วคือ “ตลาดการเมือง” ที่เปลี่ยนภาพของสามัญชนจากผู้ชมให้กลายเป็นผู้เล่นที่มีพลัง โดยเปรียบเทียบว่าประชาชนคือผู้บริโภคที่เลือกซื้อนโยบายจากนักการเมืองที่เป็นผู้ประกอบการ โดยมีนโยบายเป็นสินค้า คะแนนเสียงทำหน้าที่แทนเงิน และพรรคการเมืองทำหน้าที่เป็นบริษัท ซึ่งผู้บริโภคทางการเมืองจะเป็นผู้เล่นที่ตัดสินว่าบริษัทใดจะอยู่รอดหรือล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเมืองก็สามารถเผชิญกับ “ภาวะตลาดล้มเหลว” ได้เช่นเดียวกับตลาดสินค้า ผ่านการผูกขาด การรับรู้ข้อมูลที่ไม่เท่ากัน และการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ ซึ่งนายบรรยงได้สรุปความล้มเหลวของตลาดการเมืองไทยออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

1.อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด: แม้กฎหมายจะเปิดให้ตั้งพรรคการเมืองง่าย แต่ในทางปฏิบัติการเมืองต้องใช้ทุนและบุคลากรสูง หากกติกาถูกออกแบบเพื่อสร้างความได้เปรียบให้พรรคเดิม หรือองค์กรอิสระที่เป็นกรรมการไม่มีความเคร่งครัดในความไม่เป็นกลาง ตลาดการเมืองย่อมไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง

2.ความล้มเหลวของข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็น หากสื่อถูกควบคุม ข้อมูลของรัฐไม่เปิดเผย และระบบการศึกษาไม่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ นโยบายการเมืองจะกลายเป็นการตลาดที่ขายความฝันโดยไม่มีการตรวจสอบตัวเลข ส่งผลให้ผู้บริโภคทางการเมืองได้รับสินค้าที่ไม่ตรงปก

3.ระบบพวกพ้องหรือการผูกขาดทางการเมือง : เกิดขึ้นเมื่อพรรคการเมือง ธุรกิจขนาดใหญ่ ระบบราชการ และกลุ่มอำนาจนอกระบบจับมือกันแบ่งเค้กผลประโยชน์ บนเวทีอาจโต้เถียงกันรุนแรง แต่เมื่อเป็นเรื่องผลประโยชน์โครงสร้าง การปฏิรูปอำนาจ หรือการทลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายกลับพร้อมใจกันเงียบ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดการเมืองไม่ได้แข่งขันเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอีกต่อไป

นอกจากนี้ Schumpeter ยังระบุว่าประชาธิปไตยจะทำงานได้ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ คือผู้นำการเมืองต้องมีความสามารถในการบริหาร เข้าใจเศรษฐกิจและสังคม และขอบเขตของการเมืองต้องถูกจำกัด บางเรื่องต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหลักกฎหมาย หลักวิชาการ และมาตรฐานวิชาชีพ โดยที่ข้าราชการเทคโนแครต นักเศรษฐศาสตร์รัฐ นักกฎหมายของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และธนาคารกลาง ต้องมีความเป็นอิสระและกล้าที่จะทักท้วงฝ่ายการเมืองเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาวของประเทศ

เจ้าตลาดเดิมบิดเบือนกติกาปกป้องตัวเอง โยนความเสี่ยงให้ประชาชน

หนังสือเล่มที่สองคือ Saving Capitalism from the Capitalists ของ Raghuram Rajan และ Luigi Zingales ซึ่งให้มุมมองเชิงลึกว่า ศัตรูตัวจริงของระบบทุนนิยมไม่ใช่นักสังคมนิยมหรือแรงงาน แต่คือ “นายทุนที่ประสบความสำเร็จแล้วและไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแข่งขัน” โดยนายทุนเหล่านี้มักชื่นชอบตลาดเสรีและการเปิดกว้างเมื่อตนเองยังเป็นผู้ท้าชิงแต่เมื่อตนเองกลายเป็นเจ้าตลาดผู้ถือครองอำนาจเดิม กลับต้องการให้ตลาดเสรีน้อยลง และพยายามเรียกร้องให้รัฐออกกฎระเบียบที่ซับซ้อนจนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เพื่อปิดประตูสกัดกั้นคู่แข่งรายใหม่

ทุนนิยมที่แท้จริงต้องการการเข้าสู่ตลาดอย่างเสรีและการออกจากตลาดอย่างเสรี ทุนต้องไหลไปสู่ผู้ที่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับอำนาจมากที่สุด นายบรรยงชี้ว่าสังคมต้องจำแนกรูปแบบทุนนิยมให้ชัดเจน โดยได้แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 3 รูปแบบเพื่อความง่ายในการพิจารณา ได้แก่ ธุรกิจที่ค้ากับโลก ธุรกิจที่ค้ากับเราภายในประเทศ และธุรกิจที่ค้ากับรัฐ โดยทุนนิยมที่ดีควรเป็นธุรกิจที่ค้ากับโลกหรือค้ากับเราอย่างเสรี เนื่องจากต้องแข่งขันด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และราคาเพื่อตอบสนองลูกค้า

“ในระบบทุนนิยมพวกพ้อง ผู้ที่ชนะไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่คือคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ความเสี่ยงทางธุรกิจจะถูกโยกย้ายมาให้ประชาชนแบกรับ แต่กำไรจะถูกจัดเก็บไว้โดยเอกชนบางกลุ่ม ซึ่งต้นทุนทั้งหมดนี้สามัญชนต้องเป็นผู้จ่ายผ่านค่าครองชีพที่สูงเกินจริง และสนามแข่งขันของลูกหลานที่เอียงกระเท่ตั้งแต่วันแรกที่เกิดมา”

เปิดดาต้า SET100 ขุมทรัพย์แสนล้าน: 1 ใน 3 รายได้มาจาก ‘ค้ากับรัฐ’

นายบรรยงได้เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติจากการสำรวจบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET100) พบดาต้าที่น่าตกใจว่า

  • รายได้ของบริษัท 1 ใน 3 มาจากการค้ากับรัฐ
  • อีก 1 ใน 3 มาจากการค้าภายในประเทศ (ค้ากับเรา)
  • มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มาจากการค้ากับโลก (Tradable)

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มธุรกิจที่ค้ากับรัฐกลับเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูงที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ทรัพยากรและบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศจะไหลไปสู่ธุรกิจประเภทนี้ และทำให้คำว่าคอนเนกชั่นกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จนทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นระบบทุนนิยมพวกพ้อง หรือทุนนิยมสามานย์ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือระบบที่ช่วยให้พรรคพวกได้เปรียบคนทั่วไป และกลุ่มเจ้าตลาดเดิมจำเป็นต้องกีดกันผู้เล่นหน้าใหมอยู่ตลอดเวลา อาการติดหล่มนี้ยังครอบคลุมไปถึงระบบการเมืองและระบบราชการที่ไม่สามารถปฏิรูปได้ เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจในการปฏิรูปปรับเปลี่ยนกติกาก็คือผู้ที่ประสบความสำเร็จและได้ประโยชน์จากระบบเดิม พวกเขาจึงเชื่อว่าระบบที่เป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว ทำให้ผู้ที่สำเร็จมาโดยชอบธรรมกลายเป็นแนวร่วมในการรักษาระบบที่บิดเบี้ยวไว้โดยไม่รู้ตัว

“เมื่อดูข้อมูลจากข้อมูลบริษัทใหญ่ 100 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เชื่อไหมว่ารายได้ของบริษัท 1 ใน 3 มาจากการทำการค้ากับรัฐ และเป็นกลุ่มที่มีกำไรสูงสุด มหาเศรษฐีไทยมาจากกลุ่มนี้มากที่สุด ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคำว่า ‘คอนเนกชั่น’ จึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ธุรกิจต้องมี นี่คือทุนนิยมพวกพ้อง ไปเอาเปรียบคนที่ไม่ใช่พวก ด้วยเหตุนี้ผู้เล่นเดิม ยิ่งต้องกีดกันผู้เล่นรายใหม่เสมอ และต้องกีดกันไม่ให้ใครเข้าไปเป็นพวกกับผู้มีอำนาจด้วย เพราะถ้าทุกคนเป็นพวก ก็ไม่รู้จะช่วยใคร ไม่รู้จะเอาเปรียบใคร”

ความต่างของ ‘สถาบันแบบเปิดกว้าง’ กับ ‘สถาบันสกัดรีด’ หน้าดินสถาบันพัง ชาติไม่มีวันมั่งคั่งยั่งยืน

สำหรับทางออกของปัญหานี้ นายบรรยงได้อธิบายผ่านหนังสือเล่มที่สามคือ Why Nations Fail ของ Daron Acemoglu และ James Robinson ซึ่งชี้ว่าความมั่งคั่งหรือความยากจนของประเทศไม่ได้ถูกกำหนดโดยภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม หรือโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสถาบัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • สถาบันแบบเปิดกว้าง: สถาบันที่กระจายโอกาส คุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีกฎหมายที่เป็นธรรม มีการแข่งขันเสรี ตรวจสอบอำนาจรัฐ และสร้างแรงจูงใจให้คนธรรมดาอยากลงทุนและสร้างสรรค์สิ่งใหม่
  • สถาบันแบบดึงรั้ง/สกัดรีด : ทำหน้าที่ดูดซับทรัพยากรจากคนส่วนใหญ่ไปให้กลุ่มคนส่วนน้อย คุมกติกาเพื่อประโยชน์ของตนเอง และปิดกั้นโอกาสของคนข้างล่าง

ประชาธิปไตยที่ดีคือสถาบันทางการเมืองแบบเปิดกว้าง และทุนนิยมที่ดีคือสถาบันทางเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง ซึ่งทั้งสองระบบต้องการเติบโตบนหน้าดินของหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และระบบยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ หากหน้าดินนี้พังทลาย ประชาธิปไตยจะกลายเป็นประชานิยมหรือเผด็จการอำนาจนิยมผ่านการเลือกตั้ง และทุนนิยมจะกลายเป็นทุนนิยมผูกขาด

จากการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขดัชนีชี้วัดของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยพิจารณาดัชนีเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่งคั่ง การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เทียบกับคุณภาพสถาบันพื้นฐาน 5 ด้าน พบข้อเท็จจริงว่าประเทศที่มีรายได้สูงยั่งยืนล้วนมีสถาบันที่แข็งแกร่งใน 5 มิติ ประกอบด้วย:

ด้านแรก หลักนิติธรรมที่กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ศาลน่าเชื่อถือ กติกาไม่ถูกเปลี่ยนกลางเกม

ด้านที่สอง การควบคุมคอร์รัปชัน เพราะคอร์รัปชันคือภาษีเถื่อนที่ทำลายระบบการแข่งขัน ด้านที่สาม คุณภาพของประชาธิปไตย ที่สร้างกลไกความรับผิดชอบ

ด้านที่สี่ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ที่เปิดโอกาสให้ตลาดเกิดการแข่งขัน

และด้านที่ห้า ระบบการศึกษา ที่สร้างทุนมนุษย์และส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ หากการศึกษาล้มเหลว ประชาธิปไตยจะกลายเป็นตลาดของอารมณ์ และทุนนิยมจะกลายเป็นเพียงตลาดแรงงานค่าแรงต่ำ

ดัชนีสถาบันไทยร่วง ตอกย้ำภาพหลุมพราง ‘กับดักรายได้ปานกลาง’

เมื่อพิจารณาตำแหน่งของประเทศไทยในปัจจุบัน ประเทศไทยติดอยู่กับดักรายได้ปานกลาง มานานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาตัวเลข GDP แต่มันคืออาการของสังคมที่สถาบันเชิงโครงสร้างไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะพาประเทศไปสู่ขั้นต่อไป โดยประเทศไทยมีลักษณะอยู่ตรงกลางในทุกมิติ คือไม่จนพอจะเปลี่ยนเพราะความสิ้นหวัง แต่ไม่รวยพอจะสบาย ไม่เผด็จการเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ประชาธิปไตยเต็มใบ และไม่ใช่ตลาดแข่งขันจริง ทว่าสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เมื่อพิจารณาปัจจัยเชิงสถาบันทั้ง 5 ด้านเทียบกับนานาชาติในระยะหลัง อันดับของประเทศไทยกลับถดถอยลงอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ:

  • ดัชนีประชาธิปไตย: ร่วงลงจากอันดับที่ 80 มาอยู่ที่ 114
  • ดัชนีรับรู้การทุจริต: ไหลลงจากอันดับที่ 75 มาอยู่ที่ 116
  • ด้านการศึกษา: ถดถอยจนตามหลังเกือบทุกประเทศในภูมิภาค รวมถึง สปป.ลาว
  • หลักนิติธรรม: จากเคยอยู่อันดับที่ 50 ตกต่ำลงไปกว่าอันดับที่ 80

สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าประเทศไทยมีลักษณะเป็นสถาบันแบบสกัดรีด นายบรรยงจึงสรุปนิยามปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยออกมาเป็นโควทคำคม 5 ประโยคสั้น ๆ ที่บาดลึกว่า :

“ปัญหาของเราคือ ประชาธิปไตยไม่จริง ชิงกันโกง ทางโล่งทุนใหญ่ ไม่ใฝ่การเรียน และเซียนคุมศาล”

บทเรียนประวัติศาสตร์โลก: ไม่มีประเทศไหนได้กติกาที่ดีมาฟรี ๆ หาก ‘สามัญชน’ ยอมจำนน

นี่คือเหตุผลสำคัญที่สังคมไม่สามารถแยกเรื่องสามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยมออกจากกันได้ เพราะหากสามัญชนไม่ปกป้องประชาธิปไตย ทุนนิยมจะถูกยึดครองโดยนายทุนที่ไม่อยากแข่งขัน และหากสามัญชนไม่ปกป้องทุนนิยมแบบแข่งขัน ประชาธิปไตยจะถูกยึดโดยกลุ่มทุนที่ใช้เงินซื้ออำนาจ และหากปราศจากการปกป้องสถาบัน ทั้งสองระบบจะหลงเหลืออยู่เพียงแค่ชื่อ ความไม่สมบูรณ์แบบของระบบที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่หลักฐานว่าระบบใช้ไม่ได้ แต่เป็นหลักฐานว่าสังคมไทยยังเดินไปไม่สุดทาง

การเห็นนักการเมืองแย่ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้การเลือกตั้งมีการแข่งขันที่แท้จริงและโปร่งใส การเห็นทุนผูกขาดไม่ได้แปลว่าต้องเลิกใช้ระบบตลาด แต่ต้องเปิดตลาดและลดกำแพงกฎหมายที่ปกป้องเจ้าตลาดเดิม สังคมไทยต้องไม่ยอมเลือกทางลัดเชิงอำนาจที่แลกความสงบกับความเงียบ หรือแลกความเท่าเทียมกับความขาดแคลน สถาบันที่แข็งแกร่งของประเทศพัฒนาแล้วล้วนผ่านกระบวนการเรียนรู้ ล้มแล้วซ่อม ผิดแล้วแก้ และสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดครั้งต่อไปทำลายประเทศ

ไม่ต้องรังเกียจทุนนิยม แต่ต้องเอาออกจากความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทย’

นายบรรยงบรรยง กล่าวเน้นย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยระเบียบวิธีของระบอบประชาธิปไตยหรือระบบทุนนิยมที่แท้จริง และมีเพียงพลังของ “สามัญชน” เท่านั้นที่จะสามารถทวงคืนระบบที่ถูกต้องเหล่านี้กลับมาได้

โดยในการนิยามความหมายของการทวงคืน “ประชาธิปไตย” นั้น นายบรรยงชี้ว่า ไม่ใช่การถอดใจหรือหันหลังให้กับการลงคะแนนเสียง แต่เป็นการยกระดับให้การเลือกตั้งมีเสถียรภาพและมีความหมายอย่างแท้จริง ผ่านการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้พ่ายแพ้ยอมรับในกติกา ขณะที่ผู้ชนะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ควบคู่ไปกับการกู้คืนความเชื่อมั่นของสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ตั้งคำถามได้อย่างเสรี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคประชาชนว่า เสียงของทุกคนมีพลังในการกำหนดทิศทางประเทศ

ขณะที่การทวงคืน “ระบบทุนนิยม” นายบรรยงระบุว่า ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์หรือเข้าข้างกลุ่มทุนใหญ่ แต่คือการเปิดประตูสู่ตลาดเสรีที่เอื้อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเท่าเทียม โครงสร้างการผูกขาดต้องถูกท้าทายเพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) เติบโต มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจังเพื่อรักษาผลประโยชน์และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ตลอดจนสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีความสามารถ สามารถยกระดับสถานะทางสังคมขึ้นมาได้จริง

“อย่าคิดว่าทุนนิยมสามานย์จนน่ารังเกียจ แต่ต้องเอาความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทยให้ได้”