ไทยชวนญี่ปุ่นขยายลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต รับมือภาษีสหรัฐ-กระจายฐานผลิต
พาณิชย์หารือ JBIC เร่งยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐ ชูไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกของบริษัทญี่ปุ่น พร้อมดึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง อาหารแห่งอนาคต หุ่นยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และธุรกิจสังคมผู้สูงอายุ ควบคู่การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด ฐานผลิต และห่วงโซ่อุปทาน
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับนายฮาชิยามะ ชิเงโตะ รองผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JBIC และคณะ เพื่อหารือสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

การหารือครั้งนี้ ไทยได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตและการส่งออกของบริษัทญี่ปุ่น โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยาวนาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
ดร.กิริฎากล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นทั้งคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญของไทย บริษัทญี่ปุ่นมีบทบาทต่อการพัฒนาฐานการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร
“ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการค้าและการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ หรือ Trust ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทญี่ปุ่นยังมีโอกาสขยายการลงทุนในประเทศไทยได้อีกมาก โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย” ดร.กิริฎากล่าว
ด้าน JBIC สะท้อนว่า ผู้ประกอบการญี่ปุ่นกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งต้องแข่งขันด้านต้นทุนกับผู้ผลิตรายใหม่ พร้อมเสนอให้ไทยและญี่ปุ่นร่วมกันพิจารณามาตรการสนับสนุนการลงทุน และขยายความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน
กระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ไทยและญี่ปุ่นสามารถต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอพลาสติก เครื่องสำอาง อาหารแห่งอนาคต หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์การแพทย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงอายุ
ไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ ฐานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การวิจัย และมาตรฐานการผลิตระดับสูง ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อการวางแผนการผลิต การลงทุน และการส่งออกของภาคธุรกิจญี่ปุ่น โดย JBIC ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐ
ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า การกระจายความเสี่ยง หรือ Diversification เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของภาคธุรกิจ ทั้งการกระจายตลาด ฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ความผันผวนของอัตราภาษี และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ดร.กิริฎากล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังเดินหน้าเจรจากับสหรัฐอย่างเต็มที่ เพื่อให้ไทยได้รับเงื่อนไขทางการค้าที่ดีที่สุด และรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ โดยไทยมีแนวโน้มได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค จากความได้เปรียบด้านโครงสร้างการผลิต ความหลากหลายของสินค้า และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
“ไทยจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ผลการเจรจานำไปสู่เงื่อนไขที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่า ไทยจะยังคงเป็นฐานการผลิตและการส่งออกที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและขยายโอกาสไปยังตลาดสหรัฐและตลาดศักยภาพอื่น เช่น สหภาพยุโรป” ดร.กิริฎากล่าว
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การหารือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจญี่ปุ่น และยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก รองรับการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง
