อีวีนิสสันมือหนึ่ง คันละแสน ญี่ปุ่นอุดหนุนฉ่ำจนถูกกว่ามือสอง
รถยนต์ไฟฟ้านิสสัน ราคา 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 114,000 บาท) ผลจากมาตรการอุดหนุนของญี่ปุ่น ทำให้รถ EV ใหม่ราคาถูกกว่ารถมือสอง แต่เงินช่วยเหลือที่แสนใจป้ำจากรัฐบาลแม้ช่วยกระตุ้นยอดซื้อ แต่ก็อาจบิดเบือนกลไกตลาด
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า มาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเทศบาลกรุงโตเกียว ช่วยลดราคาจ่ายจริงของรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จากนิสสัน (Nissan Motor) ลงมาเหลือต่ำสุดเพียง 560,000 เยน (ประมาณ 3,450 ดอลลาร์ หรือ 114, 000 บาท) ซึ่งทำให้การซื้อรถใหม่ถูกกว่าการซื้อรุ่นเดียวกันมือสอง
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในญี่ปุ่นช่วงไตรมาส 2 อยู่ที่ 32,378 คัน พุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 3.4% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมด และในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ส่วนแบ่งตลาดทะลุ 4% เป็นครั้งแรก
ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เนื่องจากสงครามในอิหร่าน ในขณะที่ในญี่ปุ่น รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนควบคุมราคาน้ำมันเบนซิน จึงทำให้แม้จะไม่มีแรงกดดันจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ลูกค้าญี่ปุ่นจำนวนมากขึ้นก็หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อใช้ประโยชน์จากการอุดหนุนจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น
รัฐบาลกลางญี่ปุ่นปรับเพิ่มเงินอุดหนุนสูงสุดอีก 400,000 เยน เป็น 1.3 ล้านเยน (ราว 2.67 แสนบาท) ส่งผลให้ยอดขายค่ายรถต่าง ๆ โตแบบก้าวกระโดด เช่น ฮอนด้า (Honda) ยอดขายโตจากปีก่อนที่ขายได้เพียง 3 คัน เพิ่มเป็น 4,497 คัน โดยรุ่น Super-One EV มียอดจองล้นหลามจนต้องหยุดรับออร์เดอร์ชั่วคราว เทสลา (Tesla) ยอดขายโตเกือบ 3 เท่า ที่ราว 7,000 คัน และโตโยต้า (Toyota) ยอดขายโตถึง 38 เท่า อยู่ที่ 7,240 คัน
เทศบาลท้องถิ่นโตเกียวเพิ่มเงินอุดหนุนสูงสุดอีก 300,000 เยน เป็น 1.3 ล้านเยน (ราว 2.67 แสนบาท) หากเข้าเงื่อนไข เช่น ติดตั้งแท่นชาร์จหรือโซลาร์เซลล์ ทำให้เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางแล้ว ราคารถ EV ใหม่ป้ายแดงจะลดลงไปเกินครึ่ง อาทิ Nissan Sakura (Mini-EV) ราคาลดลงมาต่ำสุดเหลือเพียง 560,000 เยน (ราว 114,000 บาท) จากราคาเต็ม 2.44 ล้านเยน (ราว 5 แสนบาท) และแม้ไม่เข้าเงื่อนไขพิเศษยังซื้อได้ในราคา 960,000 เยน (ราว 1.97 แสนบาท) ซึ่งถูกกว่ารถใช้น้ำมันขนาดเล็กทั่วไป รถรุ่น Honda Super-One ราคาลดเหลือต่ำสุด 790,000 เยน (ราว 1.6 แสนบาท) จาก 3.39 ล้านเยน (ราว 7 แสนบาท) และ รุ่น Toyota bZ4X ซึ่งเป็น EV ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ราคาลดเหลือ 2.2 ล้านเยน (4.5 แสนบาท) จาก 4.8 ล้านเยน (9.8 แสนบาท)
ผลกระทบเชิงลบต่อตลาดรถยนต์มือสองและความเสี่ยงในอนาคตมีหลายประการ กล่าวคือเงินอุดหนุนจากภาครัฐบิดเบือนกลไกตลาดมือสอง เนื่องจากรถมือสองไม่ได้รับเงินอุดหนุน ส่งผลให้รถใหม่มีราคาถูกกว่ารถมือสอง เช่น Nissan Sakura มือสองเฉลี่ยอยู่ที่ 1.51 ล้านเยน (ราว 3 แสนบาท) แต่ซื้อรถใหม่ในโตเกียวจ่ายต่ำสุดแค่ 560,000 เยน (ราว 1.15 แสนบาท)
ปัญหาสินทรัพย์ไหลออก ความต้องการรถ EV มือสองในประเทศที่ลดลง อาจทำให้รถเหล่านี้ถูกส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นสูญเสียโลหะหายากและทรัพยากรสำคัญในแบตเตอรี่ที่ควรนำมารีไซเคิลได้
มูลค่าขายต่อดิ่งลง ตลาดรถมือสองที่ซบเซาจะทำให้ราคาขายต่อของรถ EV ลดลง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคที่เน้นเรื่องขายต่อเปลี่ยนใจไม่ซื้อรถ EV
ความเสี่ยงหากหมดเงินอุดหนุน มีความกังวลว่าหากรัฐบาลยุติการอุดหนุน ยอดขาย EV อาจดิ่งลงเหวทันที เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ ซึ่งเคยทำให้ค่ายรถอย่างฮอนด้า (Honda) และรายอื่น ๆ ต้องเผชิญกับการขาดทุนมหาศาลมาแล้ว