ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
แม้การส่งออกไทยช่วงต้นปี 2569 จะขยายตัวสูงเกินคาด จนหลายฝ่ายมีการปรับประมาณการทั้งปีขึ้นสู่ระดับ 8-10% แต่แรงส่งในครึ่งปีหลังอาจไม่ราบรื่น เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณชะลอ จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางรอบใหม่ มาตรการภาษีของสหรัฐมีแนวโน้มเข้มข้นกรณีมาตรา 301 ต้นทุนโลจิสติกส์ผันผวน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงรักษาตัวเลขส่งออกให้เป็นบวก แต่คือการเร่งกระจายตลาด เปิด FTA ลดต้นทุน และยกระดับสินค้าไทยให้แข่งขันด้วยมูลค่าเพิ่ม ก่อนแรงส่งจากครึ่งปีแรกจะอ่อนตัวลง
สรท.ขยับเป้าส่งออกโต 8-10%

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.ได้ปรับประมาณการส่งออกไทยปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2-5% เป็น 8-10% หลังการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกขยายตัวในระดับเลขสองหลัก สูงกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม การปรับประมาณการไม่ได้หมายความว่าภาพครึ่งปีหลังจะสดใสตามไปด้วย เพราะฐานการส่งออกในช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว
และการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศกำลังรุนแรงขึ้น และแม้การส่งออกปีนี้มีแนวโน้มเติบโต 8-10% แต่ครึ่งปีหลังจะเป็นการเติบโตภายใต้ความผันผวนที่สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก ผู้ส่งออกต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายตลาด และยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนโลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกต้องบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งด้านตลาด อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
อิเล็กทรอนิกส์-อาหารโดดเด่น
สำหรับสินค้าที่มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกในครึ่งปีหลัง สรท.ประเมินว่า กลุ่มอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทาน อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้คุณภาพ และสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม กลุ่มยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางยังมีโอกาสขยายตัวตามความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ การแพทย์ และการก่อสร้าง ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนมีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมโลก
ในทางกลับกัน สินค้าบางกลุ่มยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วนบางประเภท ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ถูกกดดันจากการแข่งขันด้านราคา รวมถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าฟุ่มเฟือยยังมีความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวในตลาดสหรัฐและยุโรป
ภาษีสหรัฐทำไทยเสียเปรียบ
นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด กล่าวว่า คาดว่าการส่งออกในเดือนพฤษภาคมยังเติบโตในระดับสองหลัก แต่ครึ่งปีหลังจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ คือ มาตรการภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะมาตรา 301 ในประเด็นการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งไทยถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ขณะที่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย กัมพูชา และมาเลเซีย เสียภาษี 10% ส่วนต่างภาษี 2.5% ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบด้านราคาทันที โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและมีอัตรากำไรไม่มาก ผู้ส่งออกจึงอาจต้องแบกรับต้นทุนบางส่วน หรือลดราคาสินค้าเพื่อรักษาลูกค้า
นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทยังเป็นปัจจัยที่น่ากังวล เพราะกระทบต่อการเสนอราคาสินค้าล่วงหน้าและการวางแผนต้นทุน ขณะที่ค่าไฟ ค่าแรง และต้นทุนโลจิสติกส์ยังไม่ได้ปรับลดลงมาก แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มอ่อนตัว ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐเร่งเจรจา FTA เปิดตลาดใหม่ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
รุกตลาดอินเดีย-ลดพึ่งพาสหรัฐ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ตลาดสหรัฐปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 21% ของการส่งออกไทย จึงมีการเสนอให้รัฐบาลเร่งทำแคมเปญกระจายตลาดอย่างจริงจัง ลดการพึ่งพาสหรัฐ และขยายตลาดใหม่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยใช้แนวทางเดียวกับจีนในช่วงเผชิญสงครามการค้ากับสหรัฐ โดยตลาดที่มีศักยภาพประกอบด้วยอินเดียตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรขนาดใหญ่ แต่สินค้าไทยยังเข้าไปเจาะตลาดได้ไม่เต็มที่
หนึ่งในข้อเสนอคือ การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของไทยกับ Unified Payments Interface หรือ UPI ของอินเดีย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียในไทย อีกแนวทางหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์ “ถอยและรุก” ลดความเสี่ยงในสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการสหรัฐ ขณะเดียวกันใช้โอกาสที่สินค้าจีนบางประเภทถูกจำกัดด้านภาษี ผลักดันสินค้าไทยเข้าไปทดแทนในกลุ่มที่มีศักยภาพ การแข่งขันระยะต่อไปต้องเน้นมาตรฐาน นวัตกรรม และสินค้ามูลค่าสูง มากกว่าการแข่งด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างตลาดใหม่ในลักษณะ Blue Ocean และลดแรงปะทะกับสินค้าต้นทุนต่ำจากประเทศคู่แข่ง
ข้าวไทยมุ่ง “ฟิลิปปินส์-มาเลย์”
ในกลุ่มสินค้าเกษตร ข้าวยังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีโอกาสขยายตัวในครึ่งปีหลัง โดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ประเมินว่า การส่งออกข้าวทั้งปี 2569 มีโอกาสแตะหรือใกล้เคียงเป้าหมาย 7 ล้านตัน ตลาดสำคัญที่ต้องติดตามคือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าผลผลิตข้าวในประเทศจะลดลง 1-1.5 ล้านตัน จากปกติที่ผลิตได้ราว 12.5 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้การนำเข้าอาจเพิ่มจากปกติประมาณ 3.5 ล้านตัน เป็นมากกว่า 5 ล้านตัน ราคาข้าวไทยปัจจุบันลดลงมาอยู่ประมาณ 450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงเวียดนามที่ประมาณ 420 ดอลลาร์ และปากีสถาน 430 ดอลลาร์ ทำให้ไทยมีโอกาสกลับไปขยายตลาดฟิลิปปินส์ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า
มาเลเซียเป็นอีกตลาดที่เติบโตโดดเด่น โดยช่วง 5 เดือนแรกนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 370% จากประมาณ 50,000 ตัน เป็นมากกว่า 200,000 ตัน ทั้งปีคาดว่าไทยจะส่งออกข้าวไปมาเลเซียได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ตัน อย่างไรก็ตาม การส่งออกข้าวยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือ ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และภาวะฝนทิ้งช่วง หากเอลนีโญกระทบผลผลิตของประเทศผู้นำเข้า ความต้องการข้าวในตลาดโลกอาจเพิ่มขึ้น แต่หากผลผลิตของไทยลดลง ราคาข้าวอาจสูงขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขันเช่นกัน
เร่ง FTA-รับมือ กม.สิ่งแวดล้อม
ในภาพรวมภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับตลาดศักยภาพใหม่ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และขั้นตอนทางการค้า พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีดิจิทัล อีกโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การเตรียมพร้อมต่อกฎการค้าโลกด้าน ESG, Carbon Footprint และมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมไปเป็นต้นทุนและเงื่อนไขในการเข้าสู่ตลาด สรท.ยังเสนอให้จัดตั้งกลไกบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อรับมือกับความขัดแย้งที่อาจกระทบเส้นทางเดินเรือ ค่าระวาง และต้นทุนประกันภัย