ไฟฟ้าไทยต้อง ‘สะอาดและเสถียร’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : วิมล ตัน
ปี 2569 ล่วงเลยมากว่าค่อนทางแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ก็ยังไม่เสร็จ !!
ทั้งที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ย้ำชัดตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 เมื่อเดือนกันยายน 2568 ว่าจะเร่งจัดทำให้เสร็จโดยเร็ว
เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะมีปัจจัยใหม่เพิ่มเข้ามา ทำให้ต้องปรับแผน PDP เยอะ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมขั้นสูงอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงการไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ทำให้ต้องปรับสัดส่วนไฟฟ้าสะอาด พร้อม ๆ กับขยายแผน PDP จากเดิมสิ้นสุดปี 2580 มาเป็นปี 2593 ให้สอดคล้องปี Net Zero
จุดใหญ่ใจความใช้เวลาพิจารณานานกลับไม่ใช่เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ที่เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวสูง เพราะกังวลกระแสสังคมที่อาจจะไม่เห็นด้วย โดยโรงไฟฟ้า SMR ถูกให้ความสำคัญสูง เพราะเป็นพลังงานสะอาดและมีความเสถียร เป็นกำลังหลักที่จะช่วยผลักดันไปสู่ Net Zero ทำให้มีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า SMR จากเดิมแค่ 600 เมกะวัตต์ เป็น 2,400 เมกะวัตต์ และกำหนดเริ่มโครงการตามเวลาเดิม คือปี 2580
แต่ที่กลายเป็นเรื่องถกเถียงและยังไม่ได้ข้อสรุป คือสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่มีการกำหนดสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปัจจุบันอยู่ที่ 20% หรือประมาณ 13,000 เมกะวัตต์ แต่ด้วยความที่เป็นพลังงานสะอาด และเพื่อให้สอดคล้องนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล กำหนดให้เพิ่มแบบก้าวกระโดดเป็น 50% ในระยะกลาง หรือ 73,000 เมกะวัตต์ และแตะระดับ 70% ภายในปลายแผน PDP ปี 2593 จะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแตะแสนเมกะวัตต์กันเลยทีเดียว
เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและท้าทายอย่างยิ่ง !!
เพราะต้องยอมรับว่าพลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่นกรณีโซลาร์เซลล์ แม้ในปัจจุบันนวัตกรรมแผงโซลาร์จะได้รับการพัฒนาจนราคาถูกลงมาก แต่ปัญหาคือโซลาร์ฟาร์มจำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก กล่าวคือใช้พื้นที่เฉลี่ย 8-10 ไร่ต่อกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ เกรงกันว่าอาจเกิดกรณีแย่งชิงพื้นที่เกษตรกรรมได้ อีกทั้งพลังงานจากแสงแดดก็มีข้อจำกัดผลิตไฟฟ้าได้แค่ช่วงแดดแรง ๆ ทำให้ได้พลังงานไฟฟ้าไม่เต็มที่ ส่วนพลังงานจากลมก็มีอุปสรรคเรื่องภูมิศาสตร์ หรือพื้นที่ที่มีความเร็วลมแรงพอที่จะปั่นเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งก็คือพื้นที่บนเขา หรือชายฝั่งทะเลที่อาจทับซ้อนกับเขตป่าสงวน เขตอุทยาน เสี่ยงต่อข้อจำกัดด้านกฎหมาย และเสี่ยงต่อการรบกวนธรรมชาติ และอีกเช่นกัน ข้อจำกัดในการผลิตไฟฟ้าได้แค่เฉพาะตอนลมแรง
ส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ได้จากชีวมวล หรือ Biomass ไม่ว่าจะเป็นชานอ้อย แกลบ ซังข้าวโพด หรือขยะชีวมวลต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีความขัดแย้งและปัญหาการยอมรับจากชุมชนโดยรอบ การต่อต้านจากผลกระทบเรื่องฝุ่นละอองจากการเผา กลิ่นเหม็นของวัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งปัญหาการแย่งน้ำที่ใช้ในระบบทำความเย็นของโรงไฟฟ้า ทำให้การขึ้นโรงไฟฟ้าชีวมวลก็ไม่ได้สะดวกง่ายดายเท่าใดนัก
นอกจากนี้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนก็เป็นไฟฟ้าที่ไม่เสถียร พิสูจน์ได้จากบทเรียนกรณี “ไฟดับที่สเปน” ซึ่งสเปนพึ่งพาไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถึง 59% และลมอีก 11% พอเกิดเหตุสภาพอากาศแปรปรวน มีผลให้พลังงานไฟฟ้าหายไปจากระบบอย่างรวดเร็ว หมายความว่าสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยิ่งมีมากก็ยิ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน พร้อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อดึงไฟชดเชยมาได้ทันท่วงที และไฟที่เตรียมไว้ก็ต้องมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานอื่น ๆ สำรองไว้
เป็นคำตอบที่ว่า “ไฟฟ้าที่มีความเสถียร” ต่างหากคือโจทย์สำคัญที่นักลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการ
ไม่งั้นดาต้าเซ็นเตอร์คงหลั่งไหลไป “เวียดนาม” เพราะปัจจุบันเวียดนามมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 44%
แค่ “สะอาด” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “เสถียร” ด้วย