‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.ศึกษา’42 จี้ รบ.ต้องมีเจตจำนงพลิกโฉมหน้าการศึกษาไทย
‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.ศึกษา’42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กม.ใหม่ ซัด รบ.เมิน จี้ต้องมีเจตจำนงพลิกโฉมหน้าการศึกษาไทย
นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวในการอภิปรายเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตการศึกษ” ในงานสัมมนาเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษา และการวิจัยไทย“ ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่พูดวันนี้ไม่ใช่ข้อสรุปของพรรค พท.ตนมองว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา มีทั้งผ่าตัดเล็ก และผ่าตัดใหญ่ ที่พูดกันมากคือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
“ซึ่งต้องมาดูกันว่าให้ยาผิด หรือไม่ผิด ทำไมไม่ได้ผล อย่างงบประมาณด้านการศึกษาที่เป็นงบฯค่าจ้างประมาณ 80% แทบไม่มีงบฯพัฒนาการศึกษาเลย แม้แต่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ 2542 และพูดกันมาก่อนหน้านั้น ก็ยังไม่เกิด ขณะที่ครูต้องมีการสอนรูปแบบใหม่ แต่ถ้าดูที่ผ่านมา จะเห็นจากตัวชี้วัดต่าง ๆ ว่าเด็กไทยตกต่ำลงเรื่อย ๆ ยิ่งเด็กในชนบทยิ่งถูกทิ้งห่าง ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประเทศไปไม่รอดแน่”
“ยิ่งปฏิรูปการศึกษา ยิ่งไม่ได้อย่างที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ 2542 ต้องการ วันนี้ต้องกล้าหาญ ไม่ใช่แค่ปฏิรูป แต่ต้องปฏิวัติการศึกษา ออกกฎหมายที่แก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ เห็นว่าเมื่อกฎหมายในวันนี้ ได้แยก พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.ปฐมวัยออกมาแล้ว ก็ควรแยกการศึกษาขั้นพื้นฐานออกมาต่างหาก ให้โรงเรียนมีอิสระ หรือจะเป็นนิติบุคคล ต้องชัดเจน
“ส่วน พ.ร.บ.การศึกษาใหญ่ก็ให้เป็น ‘ธรรมนูญ’ ที่พูดถึงหลักการกว้าง ๆ ต้องมีซูเปอร์บอร์ด แต่อย่าคาดหวังว่าจะเป็นคณะซูเปอร์แมน ซูเปอร์บอร์ดต้องวางนโยบายระยะยาว ส่วนสาเหตุที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ จากการเมืองที่ไม่ต่อเนื่อง พรรคนั้นมา พรรคนี้ไป หรือเปลี่ยนรัฐบาล ทำให้การปฏิรูปการศึกษาถูกบอนไซ ดังนั้น ซูเปอร์บอร์ดต้องมีอิสระจริง ๆ ต้องเป็นองค์กรการศึกษาแห่งชาติ เหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล จะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้” นายสุทินกล่าว
นายสุทินกล่าวอีกว่า ถ้ารัฐบาลปัจจุบันมีแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา มองว่าภาคเอกชนต้องเสนอแนวคิดเป็นคู่ขนาน เพราะข้อจำกัดของฝ่ายการเมือง นอกจากความไม่ต่อเนื่องแล้ว ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารการปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นเรื่องบริสุทธิ์ ไม่เอาการเมืองเข้าแทรกแซง อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.การศึกษาฯ 2542 มีเรื่องที่ยังตกค้าง และยังไม่เห็นความหวัง คือ 1.ความเหลื่อมล้ำ ที่วันนี้เพิ่มขึ้นมาก และเด็กหลุดจากระบบเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องมีนิเวศแห่งการเรียนรู้ เพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติด สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สร้างคุณภาพชีวิตให้เด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง 2.ต้องจัดให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ขณะนี้ไปไม่ถึงไหน และ 3.ต้องพัฒนาคุณภาพครูให้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ทั้งปรับทัศนคติ และการผลิตครูรุ่นใหม่ ให้ครูเป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อยกระดับให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงจริง ๆ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ใช่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าทุกพรรคเห็นปัญหาที่ต้องปฏิรูปการศึกษาตรงกันหรือไม่ การศึกษาไทยปัจจุบันขาด 3E คือ 1.Emergency การรับมือกับภาวะฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันงบลงถึงมือนักเรียนน้อยมาก เพียง 15% ของงบฯด้านการศึกษาเกือบ 3 แสนล้านบาท เรียนเยอะเป็นลำดับต้น ๆ แต่คะแนน PISA ถดถอยกว่าประเทศอื่น ๆ 2.Empathy ความเข้าอกเข้าใจผู้เรียน จากคะแนน PISA พบว่าการประเมินด้านอื่น ๆ อย่างด้านการกิน หรือสุขภาพใจที่ดีของเด็กไทย น่าจตกใจมาก และ 3.Elasticity ความยืดหยุ่นของระบบ และหลักสูตร จะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาไทยรองรับการยืดหยุ่นได้มากขึ้น
“แม้มองเห็นปัญหา อย่าคิดว่าทุกเรื่องจะแก้ได้ผ่านการแก้กฎหมาย จริง ๆ แก้ได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย แต่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ก็จำเป็น ต้องมาดูว่าจะใส่อะไรเข้าไป อาทิ 1.ต้องรับประกันสิทธิอะไรบ้างให้ผู้เรียนให้ได้มากที่สุด 2.โครงสร้างรัฐ จะแบ่งภารกิจภายในกระทรวง ทั้งระดับชาติ และระดับพื้นที่อย่างไร หรือโครงสร้างหลักสูตร ต้องปรับทุกกี่ปี และ 3.จะแบ่งกฎหมายการศึกษาแต่ละฉบับอย่างไร
ซึ่งขณะนี้มีกฎหมายลูกหลายฉบับแยกออกมาแล้ว ทั้ง พ.ร.บ.อาชีวะฯ พ.ร.บ.อุดมฯ และ พ.ร.บ.ปฐมวัย ขณะที่กำลังจะแก้กฎหมายแม่ ฉะนั้น จะแก้อย่างไร และวางกฎหมายแต่ละฉบับไว้อย่างไร สุดท้ายต้องแก้กฎหมายลูกอย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่ ตรงนี้จะไปนำเสนอให้พรรค ปชน.เพราะก่อนหน้านี้ในพรรคก็ถกกันว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จะเป็น พ.ร.บ.การศึกษาฯ หรือ พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ก็ต้องเดาใจว่ารัฐบาลอยากให้กฎหมายออกเร็วหรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เป้าหมายของการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้ ต้องมี 3 เป้าหมาย คือ ออกเร็ว สร้างการมีส่วนร่วม และต้องแก้ปัญหาได้จริง แต่ที่กังวลใจคือมุมที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บอกว่าอยากให้ออกกฎหมายใหม่เร็ว ๆ อะไรที่ยังเห็นไม่ตรงกันให้พักไว้ก่อน ซึ่งจะทำให้ได้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ที่แก้ปัญหาไม่ได้ ประเด็นนี้ไม่ได้พูดเฉพาะกับฝ่ายรัฐบาล แต่พูดกับฝ่ายค้านด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ผ่านมา ที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ต้องแยกแยะระหว่างความต่อเนื่องของนโยบาย กับการเมือง สิ่งที่เป็นปัญหาคือ การเมืองที่ขาดเจตจำนงที่จะแก้ปัญหา นอกจากนี้ ปัญหาจริง ๆ คือระบบราชการ และการแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์ รวมถึง ฝ่ายการเมืองที่ขาดเจตจำนง สำหรับซูเปอร์บอร์ดที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะใช่แนวทางในการทำงานหรือไม่ เพราะนายกฯ จะมาร่วมประชุมได้กี่ครั้ง
นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรค ปชป.มองว่าการจัดการศึกษาในขณะนี้ ทั้งเรื่องกฎหมาย โครงสร้าง และงบฯการศึกษาที่เยอะมาก แต่คุณภาพไม่มา จึงต้องแยกการบริหารจัดการศึกษา ให้รู้ว่าประเทศจะไปทิศทางไหน โดยแยกกับการจัดการหลักสูตร บวกกับสถานการณ์ของ AI ที่เข้ามามีบทบาทกับการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยปี 2024 มีถึง 93% ของบุคลากรอุดมศึกษา คาดว่าอีก 2 ปีจะใช้ AI ในการออกแบบการเรียนให้เด็ก และปี 2025 มีนักศึกษาทั่วโลก 86% ใช้ AI ในการเรียน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียน ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษา และการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จึงต้องออกแบบให้ทันโลก พัฒนาครูให้ดี และแก้ปัญหางบฯที่เหลือแค่กว่า 10% ที่ถูกนำมาพัฒนานักเรียน และนักศึกษา
“การจัดการศึกษาแย่มาก แต่รัฐบาลไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาการศึกษาเลย ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รัฐบาลเอาใจแต่คนบนยอดพีระมิด ทำให้ประเทศไม่มีทางเจริญ ทั้งนี้ ปชป.เห็นด้วยกับการทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ หรือจัดสรรงบฯเองได้ โดยวาดฝันอยากให้โรงเรียนกับท้องถิ่นร่วมมือกัน เพื่อให้พ่อแม่มีทางออกที่จะให้ลูกไปอยู่ในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ทั้งการจัดรถโรงเรียน จัดอาหารเช้า-กลางวันให้เด็ก และหลักสูตรต้องเป็นอิสระ โดยโรงเรียนออกแบบให้เหมาะกับท้องถิ่น และตอบโจทย์การประเมินได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการปฏิรูปการศึกษา และแก้ปัญหาความต่อเนื่องทางการเมือง จะต้องดูเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวตั้ง และการบริหารของประเทศ จะต้องตั้ง KPI ให้ชัดเจน และกำหนดระยะเวลาในการปฏิรูปให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแค่นโยบายหาเสียง และอ้างเป็นเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ที่การปฏิรูปไม่สำเร็จ” นางรัดเกล้ากล่าว