อิสริยะ ชี้ 4 ทางรอดยานยนต์ไทย เร่งเชื่อมซัพพลายเชน EV จีน-ต่อยอดไฮบริด
“อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอ 4 แนวทางฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เร่งเชื่อมซัพพลายเชน EV จีน ดันไทยผลิตเครื่องยนต์-ไฮบริดครบวงจร มุ่งสู่ Future Mobility และขยายฐานสู่เครื่องมือแพทย์-เครื่องจักรการเกษตร
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับประเด็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมองทางรอดใน 4 ทาง ตั้งแต่การเชื่อมโยง Supply Chain กับ EV จีน การต่อยอดความเชี่ยวชาญจากรถสันดาป (ICE) การมองหาทิศทางใหม่ และการขยายสู่ตลาดใหม่
โพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “หลายวันมานี้ประเด็นเรื่องทางรอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมีผู้บริหารค่ายรถญี่ปุ่นในไทยท่านหนึ่งออกมาโพสต์แสดงความเห็นเรื่องนี้
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือเป็น “พระเอก” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เกิดเป็น supply chain ขนาดใหญ่ มีบริษัทจำนวนมาก และแรงงานที่เกี่ยวข้องหลักสายแสนคน
คณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ เคยศึกษาเรื่องทางรอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไว้อย่างละเอียด โดยเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งค่ายรถหลากหลายสัญชาติ ผู้ประกอบการชิ้นส่วนในแต่ละระดับ (tier) ต่างๆ มาให้ข้อมูลเชิงลึก ออกเป็นรายงานฉบับเต็มชื่อ “Fast & Furious ปีแห่งความปั่นป่วนของยานยนต์ไทย” (ลิงก์ไปยังรายงานฉบับเต็มอยู่ในคอมเมนต์)
ผมขอสรุป “ทางรอด” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่าไม่ได้มีแค่ทางเดียว แต่เราต้องหาทางออกอย่างน้อย 4 ทางไปพร้อมๆ กัน ดังนี้
1. เร่งเชื่อมต่อกับ supply chain ของ EV จีนให้ได้โดยเร็ว
มาถึงวันนี้ปี 2569 พิสูจน์แล้วว่านโยบาย EV 3.0/3.5 ของรัฐไทยที่บังคับให้ “ผลิตชดเชยนำเข้า” ไม่ได้ผล ถึงแม้บริษัทรถจีนเข้ามาผลิตรถ EV ในประเทศไทยจริงๆ ตามสัญญา (อาจยกเว้นแค่บางกรณี เช่น NETA) แต่ผู้ประกอบการไทยกลับไม่ได้อะไรมากนัก เพราะจีนขน supply chain แทบทั้งหมด (รวมถึงแรงงานจีน) มาผลิตรถ EV บนแผ่นดินไทยแทน
วิธีการแก้ไขคงไม่ใช่แค่การจัดงานแบรนด์รถจีนพบปะผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย (สิ่งที่ BOI ทำนั้นไม่ผิด แต่มันไม่พอ) เราคงต้องมองไปถึงภาพที่ใหญ่กว่านั้น เช่น เงื่อนไขทางภาษีในการนำเข้ารถยนต์ทั้งคันจากประเทศจีน (ซึ่งอาจถึงขั้นต้องไปแก้ไข FTA จีน-อาเซียน) หรือการบังคับ-ลงตรวจการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการไทยอย่างเคร่งครัดกว่านี้ด้วย
2. เชี่ยวชาญ ICE ต้องไปให้สุดทาง
ในอีกด้าน ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยคุ้นเคยกับเครื่องยนต์สันดาบภายใน (ICE) มาหลายทศวรรษ ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ ICE ที่สำคัญของโลก แต่เอาเข้าจริงแล้ว แรงงานไทย ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ กลับเข้าถึงได้เฉพาะชิ้นส่วนภายนอกเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ตัวเครื่องยนต์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุด มูลค่าสูงที่สุด ยังต้องนำมาจากญี่ปุ่นในหลายๆ กรณีกับหลายๆ แบรนด์ด้วยซ้ำ
สิ่งที่ไทยต้องทำคือ พัฒนาความเชี่ยวชาญ ICE ไปให้สุดทาง เราต้องสามารถผลิตเครื่องยนต์ ICE ให้ได้ทั้งหมด พัฒนาประสิทธิภาพในแง่การประหยัดพลังงาน การปลดปล่อยมลพิษให้ดีกว่าเดิม และถ้าโลก ICE หมุนไปในทางไฮบริด แรงงานไทยเองก็ต้องสามารถทำเครื่องยนต์ไฮบริดได้แบบครบลูปด้วย
นโยบายที่พรรคประชาชนเสนอคือ re-engage กับบริษัทรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นใหม่หมดในระดับรัฐต่อรัฐ ยกระดับไทยให้เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของการพัฒนายานยนต์ไฮบริดด้วย ไม่ได้เป็นแค่ฐานผลิต เป็นลูกมือให้แบรนด์ญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว
3. มองหาทิศทางใหม่ของโลกยานยนต์ (Future Mobility)
อนาคตของโลกยานยนต์ไม่ได้ต้องเลือกแค่รถยนต์ ICE หรือ EV แต่ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมาก ที่ไทยสามารถอาศัยจุดแข็งเดิมเรื่องฐานการผลิตรถยนต์เข้ามาต่อยอดได้ เช่น ระบบซอฟต์แวร์ช่วยขับขี่ (ADAS) หรือขับขี่อัตโนมัติ Autonomous Driving (AD) ไทยควรมองไปถึงการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาซอฟต์แวร์ ADAS/AD สำหรับระบบจราจรพวงมาลัยขวา โดยร่วมกับแบรนด์รถยนต์ทุกค่ายในการตั้งศูนย์วิจัย สนามทดลองวิ่ง ฯลฯ ตั้งแต่ตอนนี้
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยียานยนต์ประเภทอื่นๆ ที่สามารถเริ่มวิจัยและพัฒนาได้ตั้งแต่วันนี้ เช่น เครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่ปัจจุบันอาจเหมาะสมในบางพื้นที่ (รถวิ่งภายในนิคมอุตสาหรรม หรือ ท่าเรือ) หรือ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ประเภทใหม่ๆ อย่าง solid-state
4. ขยายไปสู่ตลาดใหม่ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรการเกษตร
ผู้ประกอบการและแรงงานไทยใน supply chain ของชิ้นส่วนยานยนต์ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานเชิงกล (mechanic) ดังนั้นเราสามารถนำจุดแข็งนี้ พาไทยไปสู่อุตสาหกรรมข้างเคียงที่กำลังเติบโต เช่น ใช้เครื่องจักรอุปกรณ์เดิมที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มาสู่ชิ้นส่วนอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งต้องใช้ทักษะ ความแม่นยำ ระดับเดียวกัน
อีกตลาดที่น่าสนใจคือเครื่องจักรการเกษตร ซึ่งพื้นฐานเป็นการสร้างรถยนต์เหมือนกัน แต่เพิ่มรูปแบบการใช้งานเจาะจงไปที่แปลงเกษตรแต่ละแบบ (เช่น เครื่องไถ เครื่องหว่าน เครื่องเก็บเกี่ยว) เพื่อตอบโจทย์เรื่องการยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของภาคเกษตรไทยในยามที่แรงงานเริ่มขาดแคลน
พรรคประชาชน เคยนำเสนอนโยบาย “เปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม” โดยใช้การอุดหนุนโดยภาครัฐเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพาะพันธุ์ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโต เข้มแข็ง จนออกไปสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งนโยบายนี้สามารถใช้ได้กับทั้งอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์-เครื่องจักรการเกษตร
วันพรุ่งนี้ 14 สิงหาคม ผมจะขึ้นเวทีงานสัมมนา Renew-able Thailand “ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” พูดเรื่องแนวทางเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ และมีผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ มาร่วมพูดเรื่องอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ด้วย ใครสนใจก็ดูรายละเอียดได้ตามลิงก์ครับ”