เปิดแนวคิด เครดิตยูเนี่ยนชมภูฯ อุ้มชาวสวนโค่นลำไย ปลูก ‘พีชปาล์ม’
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวิกฤตราคาพืชผลทางการเกษตร สหกรณ์ชุมชนกลายเป็นเสาหลักสำคัญในการโอบอุ้มเศรษฐกิจฐานราก
เช่นเดียวกับ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชมภูสามัคคี จำกัด” จ.เชียงใหม่ พลิกโฉมกลายเป็นสถาบันการเงินชุมชนที่มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นางสาวพันทอง ว่องไว ประธานกรรมการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชมภูสามัคคี ถึงแนวคิดสุดท้าทาย หนุนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย สู่การปรับโครงสร้างการเกษตรปลูกพืชทางเลือกชนิดใหม่
40 ปี เครดิตยูเนี่ยนชมภูฯ
นางสาวพันทองเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2527 สหกรณ์แห่งนี้เริ่มต้นจากสมาชิกผู้ก่อตั้งเพียง 17 คน นำโดย อาจารย์จันทร์แก้ว เมืองใจ อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของระบบการพึ่งพาตนเอง จึงได้บุกเบิกกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นในพื้นที่บ้านพญาชมภู ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ด้วยทุนเรือนหุ้นแรกเพียง 1,020 บาท ก่อนยกระดับและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชมภูสามัคคี จำกัด ในปี 2529 มีสมาชิกเพิ่มเป็น 55 คน
จากขุมพลังออมทรัพย์เล็ก ๆ กลายร่างเป็นสถาบันการเงินชุมชนขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนกว่า 700 ล้านบาท (เป็นเงินฝากของสมาชิกและเงินสะสมหุ้นของสมาชิก) ดูแลสมาชิกนำร่องในพื้นที่ อ.สารภี และหมู่ 11 ของ อ.สันกำแพง รวม 9,780 คน
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะการสร้างหลักประกันชีวิตอย่าง “กองทุนฌาปนกิจ 3 กองทุน” ที่มอบเงินช่วยเหลือสูงถึงกว่า 5 แสนบาท ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่นนำเงินมาสะสมหุ้นและฝากเงินต่อเนื่อง โดยสหกรณ์ตั้งเป้าหมายรับสมาชิกเพิ่มเฉลี่ย 300 คนในทุก ๆ ปี

ถอดรหัสเม็ดเงิน 700 ล้าน
หัวใจของการขับเคลื่อนเม็ดเงิน 700 ล้านบาท คือการเปลี่ยนเงินฝากของสมาชิก ให้เป็นโอกาสในการทำมาหากิน โดยปล่อยวงเงินกู้ให้สมาชิกเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนสร้างอาชีพที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มเกษตรกรรม ไปจนถึงกลุ่มสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า และกลุ่มงานจักสาน เป็นต้น
ในปี 2568 มีกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท กำไรนี้ได้หักเป็นเงินสำรองไว้ 10% ส่วนที่เหลือจัดสวัสดิการให้สมาชิก เช่น สมาชิกเสียชีวิต ยกหนี้ให้ไม่เกิน 5 แสนบาท หรือในการเสียชีวิต สมทบหุ้นให้สมาชิกไม่เกิน 3 แสนบาท หากสมาชิกทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ยกหนี้ให้สมาชิกไม่เกิน 5 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม สหกรณ์เลือกใช้ระบบจัดเกรดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามประวัติความน่าเชื่อถือและการชำระเงินของสมาชิกอย่างเป็นธรรม ประกอบด้วย เกรด A ดอกเบี้ย 6.50% ต่อปี, เกรด B ดอกเบี้ย 7.50% ต่อปี และเกรด C ดอกเบี้ย 8.50% ต่อปี
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินทุนสภาพคล่องส่วนที่เหลือจากการปล่อยกู้จะถูกส่งไปบริหารความเสี่ยงในแหล่งทุนที่มีความมั่นคงสูง ทั้งการฝากที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเชียงใหม่ รวมถึงการซื้อสลากออมทรัพย์ของ ธ.ก.ส. และสลากออมทรัพย์ธนาคารออมสิน เพื่อกระจายความเสี่ยงและช่วยหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของสมาชิกสหกรณ์ ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรม สมาชิกราว 50% ประกอบอาชีพทำสวนลำไย ส่วนสมาชิกอีกครึ่งหนึ่งประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มงานจักสาน และกลุ่มค้าขายทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถยกระดับและเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือนให้กับสมาชิกได้กว่า 60-70% ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้นอย่างชัดเจน
NPL พุ่งแตะ 150 ล้าน
นางสาวพันทองได้กล่าวถึงมรสุมครั้งใหญ่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า สมาชิกที่ประกอบอาชีพทำสวนลำไยต้องเผชิญวิกฤตต้นทุนปุ๋ยเคมีและสารบำรุงเร่งผลผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับราคาผลผลิตที่ตกต่ำและขาดแคลนช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตกระจุกตัว ลำไยเกรดรองบางช่วงราคาร่วงลงไปเหลือเพียงหลักสิบกว่าบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งไม่คุ้มแม้กระทั่งค่าแรงงานเก็บเกี่ยว
ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ จนทำให้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของสหกรณ์พุ่งสูงถึง 150 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อประคับประคองสมาชิกให้รอดพ้นจากวิกฤต สหกรณ์จึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผ่าน “โครงการปรับโครงสร้างหนี้” เข้ามาผ่อนปรนให้สมาชิกส่งเฉพาะดอกเบี้ยก่อนชั่วคราวในช่วง 6 เดือนแรก โดยยังไม่ต้องส่งเงินต้น หากครบกำหนดแล้วเกษตรกรยังตั้งตัวไม่ได้ก็สามารถต่ออายุโครงการออกไปได้อีก มาตรการนี้ช่วยต่อลมหายใจให้สมาชิกมีเวลาฟื้นตัว และช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นหนี้สูญในระบบ
โค่นลำไยปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่
จากบทเรียนราคาตกต่ำซ้ำซากของลำไย นำมาสู่ทิศทางการเปลี่ยนสายอาชีพอย่างยั่งยืน
ทางสหกรณ์จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงรับแนวคิดเชิงรุกจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการริเริ่มโครงการนำร่องผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ทดแทนการทำสวนลำไย โดยมุ่งเน้นไปที่ “ต้นพีชปาล์ม” (Peach Palm) ควบคู่ไปกับการปลูกกาแฟและโกโก้ในรูปแบบเกษตรผสมผสาน ซึ่งในพื้นที่ อ.สารภี สามารถปลูกร่วมกันได้ แต่ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์และปรับสภาพดินให้เหมาะสมเป็นรายแปลง
ปัจจุบันมีเกษตรกรลอตแรกเข้าร่วมโครงการนำร่องปลูกพีชปาล์มแล้ว 10 กว่าราย ซึ่งตัดสินใจโค่นต้นลำไยเดิมออกทั้งหมดเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ พร้อมตั้งเป้าสมาชิกปลูกพีชปาล์มจำนวน 50 ราย ภายในปี 2569-2570
ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระและสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน สหกรณ์จะเข้ามาทำหน้าที่ช้อนความเสี่ยงด้านการลงทุน ด้วยการเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุน เมื่อได้ผลผลิตและสร้างรายได้เกษตรกรจึงค่อยนำเงินมาทยอยชำระคืนสหกรณ์ โดยได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อรองรับโครงการนำร่องปลูกพีชปาล์มรวมมูลค่าหลักหลายล้านบาท
เบื้องต้นแบ่งโครงสร้างสินเชื่อการปลูกพีชปาล์มนอกเหนือจากเงินกู้ปกติทั่วไป ดังนี้ วงเงินสินเชื่อเริ่มต้น อนุมัติในอัตราไร่ละ 50,000 บาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการปรับหน้าดิน ซื้อต้นกล้า และเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาช่วงปีแรกที่รอผลผลิต สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำนวนมากและมีความพร้อมสูง สหกรณ์มีการอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท โดยเงินกู้สำหรับโครงการนี้ไม่ได้ให้เงินไปทั้งก้อนทีเดียว แต่จะให้สมาชิกเบิกเป็นลอต ๆ จนกว่าจะดำเนินการปลูกแล้วเสร็จ เมื่อผลผลิตออกมาขายได้จะหัก 30% มาชำระหนี้เงินกู้ และ 70% ให้สมาชิกนำไปดูแลครอบครัว


พืชอาหารแห่งอนาคต
สำหรับ “พีชปาล์ม” นั้นถือเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่มีความน่าสนใจสูงมาก มีต้นกำเนิดและนิยมปลูกในแถบอเมริกาเขตร้อน (เช่น อเมริกาใต้) เป็นพืชที่โตไวและให้ผลผลิตเร็ว ใช้เวลาปลูกและดูแลเพียง 1 ปีก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แตกต่างจากพืชยืนต้นชนิดอื่นที่ต้องรอนานหลายปี
อย่างไรก็ตาม พีชปาล์มมีข้อจำกัดเชิงเทคนิคที่สำคัญคือ ไม่ชอบดินเหนียวและน้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่าและเติบโตช้า ซึ่งก่อนเริ่มโครงการจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคู่ค้าลงพื้นที่ตรวจเช็กสภาพทางกายภาพของดินอย่างละเอียด หากพบว่าเป็นดินเหนียวจะต้องปรับหน้าดินด้วยการผสมแกลบและทรายก่อนลงปลูก
ความน่าสนใจของพีชปาล์มคือ เป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าได้ครบวงจร (Zero Waste) ตั้งแต่ยอด ใบ ลำต้น ไปจนถึงผล โดยส่วนใบสามารถนำไปสับทำอาหารสัตว์ ส่วนแกนในของลำต้นมีความกรุบกรอบ รสชาติคล้ายหน่อไม้ฝรั่งผสมยอดมะพร้าว ถือเป็นอาหารระดับพรีเมี่ยมที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู รวมถึงแปรรูปเป็นอาหารกระป๋องเพื่อการส่งออกได้ ขณะที่ผลของพีชปาล์มก็สามารถนำมาบริโภคและแปรรูปเป็นอาหารได้เช่นกัน
กลุ่มทุนเล็งตั้งโรงงาน
นางสาวพันทองบอกว่า กลุ่มบริษัทที่ทำเกี่ยวกับพีชปาล์มได้เข้ามาหารือกับทางสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และมีแผนจะเข้ามาเช่าพื้นที่ของสหกรณ์จัดตั้ง “โรงงานปอก โรงอบ และโรงงานแปรรูป” เพื่อรับซื้อผลผลิตสดจากสวนของสมาชิกเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรมทันที ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการขนส่ง และช่วยลดต้นทุนการเดินทางให้กับเกษตรกร โดยการซื้อขายและข้อตกลงทั้งหมดจะทำสัญญา (Contract Farming) และประสานงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกษตรกรจะมีตลาดรองรับและไม่ถูกกดราคา
สหกรณ์ตั้งเป้าหมายว่า โมเดลนี้จะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดียิ่งขึ้น จากเดิมเคยมีรายได้เฉลี่ย 20,000-30,000 บาทต่อเดือน หากโครงการนำร่องนี้ประสบความสำเร็จคาดว่าจะสร้างรายได้ให้สมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 70%
ตลอดเวลากว่า 40 ปี ชี้ให้เห็นว่าพลังแห่งการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการเงินออมของคนในชุมชน สามารถเปลี่ยนเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีในยามที่เกษตรกรต้องเผชิญวิกฤต