เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘พาที สารสิน’ โพสต์บอร์ดบินไทยปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ เป็นเรื่องการเมือง
Business ‘พาที สารสิน’ โพสต์บอร์ดบินไทยปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ เป็นเรื่องการเมือง
เปิดไทม์ไลน์ “บึงคู้บอน” หายจากผังเมือง จาก “แก้มลิง” สู่บ้านจัดสรร
Economic เปิดไทม์ไลน์ “บึงคู้บอน” หายจากผังเมือง จาก “แก้มลิง” สู่บ้านจัดสรร
โตโยต้า หยุดผลิต 5 วัน ปรับแผนรับน้ำท่วม ยันไม่กระทบส่งมอบรถให้ลูกค้า
Automotive โตโยต้า หยุดผลิต 5 วัน ปรับแผนรับน้ำท่วม ยันไม่กระทบส่งมอบรถให้ลูกค้า
แบงก์กรุงเทพ ยกเลิก “บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง” ตั้งแต่ 15 ธ.ค. 69 ย้ายใช้โมบายแบงก์กิ้ง
Finance แบงก์กรุงเทพ ยกเลิก “บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง” ตั้งแต่ 15 ธ.ค. 69 ย้ายใช้โมบายแบงก์กิ้ง
เปิดไลฟ์สไตล์ “ไอเดีย สุชาดา” สส.ชัยภูมิ กับทรัพย์สินครอบครัวเกือบ 2 พันล้าน ส่องแบรนด์เนม เครื่องประดับ นาฬิกาหรู
Biz Movement เปิดไลฟ์สไตล์ “ไอเดีย สุชาดา” สส.ชัยภูมิ กับทรัพย์สินครอบครัวเกือบ 2 พันล้าน ส่องแบรนด์เนม เครื่องประดับ นาฬิกาหรู
41 ปี จากลูกหม้อสู่ CEO บินไทย “วันถูกปลด” ของ ชาย เอี่ยมศิริ
ไฮไลท์ประชาชาติ 41 ปี จากลูกหม้อสู่ CEO บินไทย “วันถูกปลด” ของ ชาย เอี่ยมศิริ
ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 67,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 67,250 บาท
‘มาลัยรัดเกล้า’ แมสมากในหมู่ พส.จีน ทำยอดเรียกรถไป ‘ปากคลองตลาด’ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
Business ‘มาลัยรัดเกล้า’ แมสมากในหมู่ พส.จีน ทำยอดเรียกรถไป ‘ปากคลองตลาด’ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
ศุภาลัย ขยายพอร์ตเชียงใหม่ เปิดตัว “พาร์ควิลล์ บ่อสร้าง-สันกำแพง” ชูไฮไลต์สวน 2.5 ไร่ โซลาร์รูฟท็อปฟรีทุกหลัง
Real Estate ศุภาลัย ขยายพอร์ตเชียงใหม่ เปิดตัว “พาร์ควิลล์ บ่อสร้าง-สันกำแพง” ชูไฮไลต์สวน 2.5 ไร่ โซลาร์รูฟท็อปฟรีทุกหลัง
‘พิพัฒน์’ ลงพื้นที่ฟังเสียง 26 ชุมชนคลองเตย โปรยยาหอม ‘ไม่ไล่ที่-ไม่บังคับย้าย’
Economic ‘พิพัฒน์’ ลงพื้นที่ฟังเสียง 26 ชุมชนคลองเตย โปรยยาหอม ‘ไม่ไล่ที่-ไม่บังคับย้าย’
ดูทั้งหมด

เปิดแนวคิด เครดิตยูเนี่ยนชมภูฯ อุ้มชาวสวนโค่นลำไย ปลูก ‘พีชปาล์ม’

17 ส.ค. 2569 | 13:30น.

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวิกฤตราคาพืชผลทางการเกษตร สหกรณ์ชุมชนกลายเป็นเสาหลักสำคัญในการโอบอุ้มเศรษฐกิจฐานราก 

เช่นเดียวกับ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชมภูสามัคคี จำกัด” จ.เชียงใหม่ พลิกโฉมกลายเป็นสถาบันการเงินชุมชนที่มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท 

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นางสาวพันทอง ว่องไว ประธานกรรมการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชมภูสามัคคี  ถึงแนวคิดสุดท้าทาย หนุนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย สู่การปรับโครงสร้างการเกษตรปลูกพืชทางเลือกชนิดใหม่

40 ปี เครดิตยูเนี่ยนชมภูฯ

นางสาวพันทองเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2527 สหกรณ์แห่งนี้เริ่มต้นจากสมาชิกผู้ก่อตั้งเพียง 17 คน นำโดย อาจารย์จันทร์แก้ว เมืองใจ อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของระบบการพึ่งพาตนเอง จึงได้บุกเบิกกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นในพื้นที่บ้านพญาชมภู ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ด้วยทุนเรือนหุ้นแรกเพียง 1,020 บาท ก่อนยกระดับและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชมภูสามัคคี จำกัด ในปี 2529 มีสมาชิกเพิ่มเป็น 55 คน

จากขุมพลังออมทรัพย์เล็ก ๆ กลายร่างเป็นสถาบันการเงินชุมชนขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนกว่า 700 ล้านบาท (เป็นเงินฝากของสมาชิกและเงินสะสมหุ้นของสมาชิก) ดูแลสมาชิกนำร่องในพื้นที่ อ.สารภี และหมู่ 11 ของ อ.สันกำแพง รวม 9,780 คน 

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะการสร้างหลักประกันชีวิตอย่าง “กองทุนฌาปนกิจ 3 กองทุน” ที่มอบเงินช่วยเหลือสูงถึงกว่า 5 แสนบาท ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่นนำเงินมาสะสมหุ้นและฝากเงินต่อเนื่อง โดยสหกรณ์ตั้งเป้าหมายรับสมาชิกเพิ่มเฉลี่ย 300 คนในทุก ๆ ปี 

พันทอง ว่องไว

ถอดรหัสเม็ดเงิน 700 ล้าน

หัวใจของการขับเคลื่อนเม็ดเงิน 700 ล้านบาท คือการเปลี่ยนเงินฝากของสมาชิก ให้เป็นโอกาสในการทำมาหากิน โดยปล่อยวงเงินกู้ให้สมาชิกเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนสร้างอาชีพที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มเกษตรกรรม ไปจนถึงกลุ่มสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า และกลุ่มงานจักสาน เป็นต้น

ในปี 2568 มีกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท กำไรนี้ได้หักเป็นเงินสำรองไว้ 10% ส่วนที่เหลือจัดสวัสดิการให้สมาชิก เช่น สมาชิกเสียชีวิต ยกหนี้ให้ไม่เกิน 5 แสนบาท หรือในการเสียชีวิต สมทบหุ้นให้สมาชิกไม่เกิน 3 แสนบาท หากสมาชิกทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ยกหนี้ให้สมาชิกไม่เกิน 5 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม สหกรณ์เลือกใช้ระบบจัดเกรดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามประวัติความน่าเชื่อถือและการชำระเงินของสมาชิกอย่างเป็นธรรม ประกอบด้วย เกรด A ดอกเบี้ย 6.50% ต่อปี, เกรด B ดอกเบี้ย 7.50% ต่อปี และเกรด C ดอกเบี้ย 8.50% ต่อปี 

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินทุนสภาพคล่องส่วนที่เหลือจากการปล่อยกู้จะถูกส่งไปบริหารความเสี่ยงในแหล่งทุนที่มีความมั่นคงสูง ทั้งการฝากที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเชียงใหม่ รวมถึงการซื้อสลากออมทรัพย์ของ ธ.ก.ส. และสลากออมทรัพย์ธนาคารออมสิน เพื่อกระจายความเสี่ยงและช่วยหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของสมาชิกสหกรณ์ ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรม สมาชิกราว 50% ประกอบอาชีพทำสวนลำไย ส่วนสมาชิกอีกครึ่งหนึ่งประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มงานจักสาน และกลุ่มค้าขายทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถยกระดับและเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือนให้กับสมาชิกได้กว่า 60-70% ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้นอย่างชัดเจน

NPL พุ่งแตะ 150 ล้าน

นางสาวพันทองได้กล่าวถึงมรสุมครั้งใหญ่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า สมาชิกที่ประกอบอาชีพทำสวนลำไยต้องเผชิญวิกฤตต้นทุนปุ๋ยเคมีและสารบำรุงเร่งผลผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับราคาผลผลิตที่ตกต่ำและขาดแคลนช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตกระจุกตัว ลำไยเกรดรองบางช่วงราคาร่วงลงไปเหลือเพียงหลักสิบกว่าบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งไม่คุ้มแม้กระทั่งค่าแรงงานเก็บเกี่ยว

ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ จนทำให้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของสหกรณ์พุ่งสูงถึง 150 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อประคับประคองสมาชิกให้รอดพ้นจากวิกฤต สหกรณ์จึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผ่าน “โครงการปรับโครงสร้างหนี้” เข้ามาผ่อนปรนให้สมาชิกส่งเฉพาะดอกเบี้ยก่อนชั่วคราวในช่วง 6 เดือนแรก โดยยังไม่ต้องส่งเงินต้น หากครบกำหนดแล้วเกษตรกรยังตั้งตัวไม่ได้ก็สามารถต่ออายุโครงการออกไปได้อีก มาตรการนี้ช่วยต่อลมหายใจให้สมาชิกมีเวลาฟื้นตัว และช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นหนี้สูญในระบบ

โค่นลำไยปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

จากบทเรียนราคาตกต่ำซ้ำซากของลำไย นำมาสู่ทิศทางการเปลี่ยนสายอาชีพอย่างยั่งยืน 

ทางสหกรณ์จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงรับแนวคิดเชิงรุกจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการริเริ่มโครงการนำร่องผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ทดแทนการทำสวนลำไย โดยมุ่งเน้นไปที่ “ต้นพีชปาล์ม” (Peach Palm) ควบคู่ไปกับการปลูกกาแฟและโกโก้ในรูปแบบเกษตรผสมผสาน ซึ่งในพื้นที่ อ.สารภี สามารถปลูกร่วมกันได้ แต่ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์และปรับสภาพดินให้เหมาะสมเป็นรายแปลง 

ปัจจุบันมีเกษตรกรลอตแรกเข้าร่วมโครงการนำร่องปลูกพีชปาล์มแล้ว 10 กว่าราย ซึ่งตัดสินใจโค่นต้นลำไยเดิมออกทั้งหมดเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ พร้อมตั้งเป้าสมาชิกปลูกพีชปาล์มจำนวน 50 ราย ภายในปี 2569-2570

ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระและสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน สหกรณ์จะเข้ามาทำหน้าที่ช้อนความเสี่ยงด้านการลงทุน ด้วยการเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุน เมื่อได้ผลผลิตและสร้างรายได้เกษตรกรจึงค่อยนำเงินมาทยอยชำระคืนสหกรณ์ โดยได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อรองรับโครงการนำร่องปลูกพีชปาล์มรวมมูลค่าหลักหลายล้านบาท 

เบื้องต้นแบ่งโครงสร้างสินเชื่อการปลูกพีชปาล์มนอกเหนือจากเงินกู้ปกติทั่วไป ดังนี้ วงเงินสินเชื่อเริ่มต้น อนุมัติในอัตราไร่ละ 50,000 บาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการปรับหน้าดิน ซื้อต้นกล้า และเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาช่วงปีแรกที่รอผลผลิต สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำนวนมากและมีความพร้อมสูง สหกรณ์มีการอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท โดยเงินกู้สำหรับโครงการนี้ไม่ได้ให้เงินไปทั้งก้อนทีเดียว แต่จะให้สมาชิกเบิกเป็นลอต ๆ จนกว่าจะดำเนินการปลูกแล้วเสร็จ เมื่อผลผลิตออกมาขายได้จะหัก 30% มาชำระหนี้เงินกู้ และ 70% ให้สมาชิกนำไปดูแลครอบครัว

พืชอาหารแห่งอนาคต 

สำหรับ “พีชปาล์ม” นั้นถือเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่มีความน่าสนใจสูงมาก มีต้นกำเนิดและนิยมปลูกในแถบอเมริกาเขตร้อน (เช่น อเมริกาใต้) เป็นพืชที่โตไวและให้ผลผลิตเร็ว ใช้เวลาปลูกและดูแลเพียง 1 ปีก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แตกต่างจากพืชยืนต้นชนิดอื่นที่ต้องรอนานหลายปี 

อย่างไรก็ตาม พีชปาล์มมีข้อจำกัดเชิงเทคนิคที่สำคัญคือ ไม่ชอบดินเหนียวและน้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่าและเติบโตช้า ซึ่งก่อนเริ่มโครงการจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคู่ค้าลงพื้นที่ตรวจเช็กสภาพทางกายภาพของดินอย่างละเอียด หากพบว่าเป็นดินเหนียวจะต้องปรับหน้าดินด้วยการผสมแกลบและทรายก่อนลงปลูก

ความน่าสนใจของพีชปาล์มคือ เป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าได้ครบวงจร (Zero Waste) ตั้งแต่ยอด ใบ ลำต้น ไปจนถึงผล โดยส่วนใบสามารถนำไปสับทำอาหารสัตว์ ส่วนแกนในของลำต้นมีความกรุบกรอบ รสชาติคล้ายหน่อไม้ฝรั่งผสมยอดมะพร้าว ถือเป็นอาหารระดับพรีเมี่ยมที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู รวมถึงแปรรูปเป็นอาหารกระป๋องเพื่อการส่งออกได้ ขณะที่ผลของพีชปาล์มก็สามารถนำมาบริโภคและแปรรูปเป็นอาหารได้เช่นกัน

กลุ่มทุนเล็งตั้งโรงงาน

นางสาวพันทองบอกว่า กลุ่มบริษัทที่ทำเกี่ยวกับพีชปาล์มได้เข้ามาหารือกับทางสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และมีแผนจะเข้ามาเช่าพื้นที่ของสหกรณ์จัดตั้ง “โรงงานปอก โรงอบ และโรงงานแปรรูป”  เพื่อรับซื้อผลผลิตสดจากสวนของสมาชิกเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรมทันที ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการขนส่ง และช่วยลดต้นทุนการเดินทางให้กับเกษตรกร โดยการซื้อขายและข้อตกลงทั้งหมดจะทำสัญญา (Contract Farming) และประสานงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกษตรกรจะมีตลาดรองรับและไม่ถูกกดราคา

สหกรณ์ตั้งเป้าหมายว่า โมเดลนี้จะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดียิ่งขึ้น จากเดิมเคยมีรายได้เฉลี่ย 20,000-30,000 บาทต่อเดือน หากโครงการนำร่องนี้ประสบความสำเร็จคาดว่าจะสร้างรายได้ให้สมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 70%

ตลอดเวลากว่า 40 ปี ชี้ให้เห็นว่าพลังแห่งการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการเงินออมของคนในชุมชน สามารถเปลี่ยนเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีในยามที่เกษตรกรต้องเผชิญวิกฤต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พีชปาล์ม ลำไย