ทีวีไทยถึงทางแยก จะ “สร้างบ้านใหม่” หรือ “ขอกุญแจเพื่อนบ้าน”
ผู้เขียน : รีวิน เพทายบรรลือ PrimeStreet Group
ลองถามตัวเองดูสักนิด — สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเปิดโทรทัศน์เพื่อ “รอ” ดูรายการตามผังออกอากาศกี่ครั้ง ? สำหรับคนไทยจำนวนมาก คำตอบคือแทบไม่มีเลย เราเปิดดูย้อนหลังบนสมาร์ตทีวี ไล่ดูหลายตอนรวดผ่านมือถือระหว่างนั่งรถ หรือปล่อยให้อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติเลือกเนื้อหาให้แทน
นี่ไม่ใช่แค่ “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” แต่คือ Disruption ที่กำลังเขย่ารากฐานอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยทั้งระบบ และนาฬิกากำลังเดินเร็วขึ้นทุกวัน เพราะใบอนุญาตทีวีดิจิทัลชุดแรกจะทยอยหมดอายุในปี 2572 คำถามใหญ่ที่ทั้งอุตสาหกรรมและภาครัฐต้องตอบให้ได้ก่อนวันนั้นคือ — เราจะรักษาการเข้าถึงผู้ชมไทยไว้ได้อย่างไร ในโลกที่ผู้ชมไม่ได้อยู่หน้าจอทีวีอีกต่อไป?
ตัวเลขไม่โกหก: จุดเปลี่ยนที่มาถึงแล้ว จริงๆ
หลายคนอาจยังคิดว่านี่เป็นแค่กระแส แต่ข้อมูลจาก Nielsen ชี้ชัดว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงและเร่งตัวขึ้นทุกปี
- ดัชนีการรับชมโทรทัศน์แบบสดตามผังรายการของไทยลดลงสะสมราว 21% ระหว่างปี 2564 –2568 หรือเฉลี่ยปีละ 5.6%
- ผู้ใช้บริการ Over-the-Top (OTT – บริการส่งเนื้อหาสื่อผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยตรง) เพิ่มขึ้นจากราว 42.75 ล้านคนในปี 2563 เป็น 48.11 ล้านคน ในปี 2568 และจำนวนบัญชีสมาชิกวิดีโอแบบบอกรับสมาชิกยังโตเร็วกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ นี่ ไม่ได้แปลว่าคนไทยเลิกดูรายการโทรทัศน์ เนื้อหาข่าว ละคร วาไรตี้ ยังเป็นที่ต้องการเหมือนเดิม — เพียงแต่ผู้ชมกำลัง “ย้ายบ้าน” จากการรอชมตามผังรายการไปสู่การเลือกชมเนื้อหาตามใจตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ
แรงสั่นสะเทือนนี้สะท้อนชัดในโครงสร้างอุตสาหกรรม จากช่องโทรทัศน์ดิจิทัลประเภทธุรกิจ 24 ช่องที่ได้รับใบอนุญาตในการประมูลครั้งแรก วันนี้เหลือช่องที่ยังดำเนินการอยู่เพียง 14 ช่อง ขณะที่อีก 10 ช่อง ได้ยุติการออกอากาศไปแล้ว ด้านรายได้โฆษณาทางโทรทัศน์เองก็ลดลงจากราว 56,474 ล้านบาท ในปี 2564 เหลือ 53,049 ล้านบาท ในปี 2567 และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องสวนทางกับตลาด OTT ที่ยังคงขยายตัวในระดับ สองหลักต่อปี
นี่คือภาพที่ชัดเจน: เม็ดเงินและสายตาผู้ชมกำลังไหลไปในทิศทางเดียวกัน และผู้ประกอบการทีวีไทยกำลังแข่งกับเวลา
ทางแพร่งของนโยบาย: สร้างบ้านใหม่ หรือขอกุญแจเพื่อนบ้าน
ท่ามกลางแรงกดดันนี้ สำนักงาน กสทช. ได้เสนอแนวคิดพัฒนา แพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับชาติ เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการทีวีมีช่องทางเผยแพร่เนื้อหาต่อไปหลังใบอนุญาตเดิมหมดอายุ เจตนาดีและมีเหตุผลรองรับ แต่ในฐานะที่ปรึกษาที่คลุกคลีกับดีลด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิตัลมาต่อเนื่อง ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “เราควรมีแพลตฟอร์มหรือไม่” แต่คือ “การสร้างแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดจริงหรือ?”
ปัญหาของประเทศไทยวันนี้ไม่ใช่การขาดแคลนแพลตฟอร์ม — ตรงกันข้าม เรามีแพลตฟอร์มล้นมือ ผู้บริโภคต้องติดตั้งแอปพลิเคชันมากมาย ทั้งระดับโลก ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม และบริการสตรีมมิ่งหลากรูปแบบ การเพิ่มแอปของภาครัฐเข้าไปอีกหนึ่งตัวเลือก อาจยิ่งสร้างความสับสนมากกว่าจะแก้ปัญหา
ที่สำคัญกว่านั้น การบริหารแพลตฟอร์มสตรีมมิงในยุคนี้ไม่ใช่ภารกิจที่ “สร้างครั้งเดียวจบ” แต่คือพันธะระยะยาวที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ทั้งระบบคลาวด์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ประสบการณ์ ผู้ใช้งาน การตลาด และการดูแลระบบตลอดอายุการใช้งาน หากภาครัฐต้องแบกรับภาระนี้เองก็เสี่ยงกลายเป็นต้นทุนจมระยะยาวที่ไม่คุ้มค่า ขณะที่การหวังให้แต่ละสถานีทีวีลงทุน สร้างแพลตฟอร์มของตัวเองก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้นทุนเทคโนโลยีอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่แข่งขันไม่ไหว
ทางออกที่ฉลาดกว่า คือการต่อยอดจาก Ecosystem ที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มต้นจากศูนย์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทยได้ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล ระบบกระจายเนื้อหา ระบบชำระเงิน และฐานผู้ใช้งานมหาศาลมาตลอดหลายปี การเชื่อมโยงผู้ประกอบการทีวีเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานนี้ จึงมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมดอย่างมีนัยสำคัญ
3 กลยุทธ์เชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
หากจะเดินเกมนี้อย่าง Strategic จริงจัง ผมมองเห็นโอกาสสำคัญซ่อนอยู่ในจังหวะการจัดสรรคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นหลักสำหรับบริการ 5G ทั่วโลก และเคยถูกใช้เพื่อการส่ง สัญญาณดาวเทียมของกิจการโทรทัศน์มาก่อน การนำคลื่นนี้กลับมาใช้งานใหม่ จำเป็นต้องมีการ ปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว — นี่คือหน้าต่างโอกาสที่ภาครัฐสามารถออกแบบเงื่อนไขเชิง นโยบายควบคู่ไปกับการประมูลคลื่นได้ทันที ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก:
- สร้างแรงจูงใจผ่านการประมูลคลื่น (Spectrum-linked Incentive) — กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตคลื่น 3500 MHz ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ส่วนลดหรือเครดิตค่าประมูล แลกกับการเปิดพื้นที่บนแพลตฟอร์มของตนให้สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลไทยเผยแพร่เนื้อหา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีต้นทุนต่ำ ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
- ขยายรูปแบบการเผยแพร่ให้ครบวงจร (Full-format Access) — ไม่จำกัดแค่การถ่ายทอดสด แต่ต้องครอบคลุมบริการรับชมย้อนหลังและคลังเนื้อหาแบบ Video on Demand เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้ชมยุคใหม่ที่เลือกเวลาดูเองเป็นหลัก
- วางกติกาการมองเห็นและแบ่งปันรายได้ให้เป็นธรรม (Visibility & Revenue-sharing Framework) — กำหนดหลักเกณฑ์ด้าน visibility บนหน้าแรกของ แอปพลิเคชัน พร้อมโครงสร้างแบ่งปันรายได้จากโฆษณาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการ ทีวีมีแรงจูงใจพัฒนาคอนเทนต์และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ “มีที่อยู่” แต่ต้อง “มีคนเห็น” ด้วย
เมื่อทุกฝ่ายชนะพร้อมกัน
หากออกแบบเงื่อนไขเหล่านี้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Win-Win อย่างแท้จริงในทุกมิติ: ผู้ให้ บริการโทรคมนาคมได้แรงจูงใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5G เพิ่มเติม ผู้ประกอบการทีวีมีช่องทางเข้า ถึงผู้ชมจำนวนมากโดยไม่ต้องแบกต้นทุนพัฒนาแพลตฟอร์มเอง ภาครัฐไม่ต้องรับภาระลงทุนและ บริหารระบบสตรีมมิงขนาดใหญ่ตลอดไป และที่สำคัญที่สุด — ประชาชนยังคงรับชมรายการโทรทัศน์ ไทยผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้งานอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปใหม่หรือเปลี่ยน พฤติกรรมแต่อย่างใด
บทสรุป: บทบาทใหม่ของรัฐ ไม่ใช่ผู้สร้าง แต่คือผู้ออกแบบเกม
ความท้าทายของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การแข่งสร้างเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาสู้กับ ภาคเอกชน แต่อยู่ที่การออกแบบกติกาที่ทำให้ทรัพยากรซึ่งประเทศมีอยู่แล้ว ทำงานร่วมกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด บทบาทของภาครัฐในยุคดิจิทัลจึงไม่ควรเป็น “ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม” แต่ควรเป็น “ผู้ออกแบบนโยบาย” ที่จุดประกายให้ภาคธุรกิจร่วมมือกันสร้าง Ecosystem สื่อที่แข็งแรงและ ยั่งยืน
ตัวเลข Nielsen ที่เราเห็นวันนี้ไม่ใช่สัญญาณของจุดจบ แต่คือเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ให้ทุกฝ่ายลุกขึ้นมาทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด เพราะในเกมของการ Transformation ครั้งนี้ ผู้ชนะจะไม่ใช่ผู้ที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือผู้ที่กล้าออกแบบกติกาใหม่ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของ โลก — และเมื่อภาครัฐ ผู้ประกอบการโทรทัศน์ และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เดินเกมนี้ไปด้วยกัน อย่างถูกจังหวะ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้ ไม่ใช่แค่การประคับประคองอุตสาหกรรมเก่าให้อยู่รอด แต่คือ การวางรากฐานของระบบนิเวศสื่อไทยที่พร้อมแข่งขันในเวทีดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนในทศวรรษข้างหน้า
_____________________________
รีวิน เพทายบรรลือ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ PrimeStreet Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการบริหารกองทุนทางเลือก