ปี 2572 จุดเปลี่ยนธุรกิจทีวีดิจิทัล PPTV ขยับสู่ Media Brand เต็มรูปแบบ
ในช่วงเวลา 2 ปีกว่า ๆ ที่ “ทีวีดิจิทัล” ภายใต้ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุดลงนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เพราะไม่เพียงแค่การต่ออายุสัมปทาน แต่ทุกคนต้องการเห็นความชัดเจนของแผนแม่บท (Roadmap) ในการเปลี่ยนผ่านจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

วันนี้ทีวีดิจิทัลแข่งกับแพลตฟอร์มระดับโลก
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “พรชัย พูนล้ำเลิศ” รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ PPTV HD 36 ถึงอนาคตของฟรีทีวี (ทีวีดิจิทัล) หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 รวมถึงมุมมองต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อทีวี และการตั้งรับของสถานีโทรทัศน์ พีพีทีวี (PPTV ช่อง 36)
“พรชัย” บอกว่า วาระสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อไทยในปี 2572 ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ทีวีดิจิทัล” จะไปต่ออย่างไร แต่ประเด็นคืออุตสาหกรรมสื่อไทย โดยเฉพาะฟรีทีวี หรือทีวีดิจิทัลจะสามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกได้อย่างไร
เพราะปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้อยู่ระหว่างช่องทีวีดิจิทัลด้วยกันอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการแข่งขันกับผู้เล่นที่เป็นแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น YouTube, Netflix, Disney+, TikTok และแพลตฟอร์ม OTT อื่น ๆ ที่มีทั้งฐานผู้ใช้ เทคโนโลยี ข้อมูล และเม็ดเงินลงทุนมหาศาล

ทีวีหลายช่องไม่พร้อมประมูลใหม่
และบอกด้วยว่า แม้ว่าแผนแม่บทของทีวีดิจิทัลหลังสิ้นสุดสัมปทานปี 2572 จะยังไม่มีความชัดเจนว่าธุรกิจจะเดินต่อกันอย่างไร แต่ส่วนตัวมองว่าจุดสำคัญคือ “สื่อทีวี” ควรที่จะยังต้องมีต่อไป เพราะสื่อทีวีเป็นเหมือนบริการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนไทยต้องได้รับ
เราต้องไม่เสียอธิปไตยทางด้านสื่อให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติ ประเทศต้องมีสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ เพราะโลกวันนี้เต็มไปด้วยเฟกนิวส์ในโซเชียลมีเดีย
สมมติว่าวันนี้ไม่มีช่องทีวีที่เป็นช่องธุรกิจเลย เราจะเหลือช่องที่เป็นทีวีของรัฐอย่าง NBT (กรมประชาสัมพันธ์), ช่อง 5 (กองทัพบก) ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ควรต้องมีช่องทีวีที่เป็นช่องธุรกิจด้วย เพราะถ้าไม่มีช่องธุรกิจเหลืออยู่เลยจะยิ่งทำให้สื่อโซเชียลมีอำนาจและทรงพลังมากยิ่งขึ้น
นั่นหมายความว่า สังคมของเราจะเต็มไปด้วยเฟกนิวส์ที่ตรวจสอบไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะเปิดประมูลใหม่ และใช้ระบบเหมือนครั้งก่อนเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายอาจจะไม่พร้อม เนื่องจากสภาพตลาด เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
National Platform คือหนึ่งในทางออกที่ดี
ประเด็นนี้อุตสาหกรรมสื่อของไทยจำเป็นต้องมองถึงโครงสร้างรองรับในระยะยาว ซึ่ง National Streaming Platform ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจาก Broadcast ไปสู่ Digital Platform เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดช่องว่างในการเข้าถึงผู้ชม และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อไทยไว้ได้
การสร้าง National Streaming Platform โดยรวบรวมคอนเทนต์ไทยไว้ในจุดเดียวจะช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงเนื้อหาได้สะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ไทยแข่งขันกับคอนเทนต์ต่างประเทศได้ดีขึ้น
“ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยแต่ละรายมีข้อจำกัดด้านขนาด หากต่างคนต่างลงทุนสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนด้านต้นทุนและยากต่อการสร้าง Scale ที่แข่งขันได้”
ที่สำคัญวันนี้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้จำกัด หากมีแพลตฟอร์มกลางของประเทศจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปพัฒนาคอนเทนต์ การตลาด และโมเดลธุรกิจใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมยอมรับว่า สถานการณ์ในวันนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายเหนื่อย ลงทุนกันไปมหาศาล หลายรายขาดทุน แต่บ้านเราไม่มีสื่อดี ๆ ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นทุกคนจะเสพแต่เฟกนิวส์ในโซเชียลมีเดีย
มุ่งสู่ “Media Brand-Community Platform”
“พรชัย” ระบุว่า ความล่าช้าของ “แผนแม่บท” ของ กสทช.ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือ รอความชัดเจน ทุกรายตอบได้แค่สถานการณ์ของวันนี้ ไม่สามารถมองถึงทิศทางในอนาคตได้
เมื่อถามว่าแล้ว PPTV มีแผนเดินต่ออย่างไร “พรชัย” ตอบว่า PPTV จะยังคงอยู่ในฐานะผู้ผลิตสื่อบนกฎกติกาใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร และจะเป็นสื่อที่ไม่เสียอธิปไตยให้ต่างชาติ ส่วนสถานีโทรทัศน์จะยังอยู่ต่อไหมวันนี้ก็ยังไม่สามารถตอบได้เช่นกัน
โดยมองว่าปี 2572 ไม่ใช่ “จุดสิ้นสุด” ของทีวีดิจิทัล แต่จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนผ่านจาก “สถานีโทรทัศน์” สู่ Media Brand และ Community Platform อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเร่งสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร เพื่อเปลี่ยนผ่านจากสถานีโทรทัศน์สู่ Media Brand ที่เชื่อมโยงผู้ชมผ่านข่าว กีฬา ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และคอมมิวนิตี้อย่างครบวงจร
“PPTV ไม่ได้อยู่ในโหมดรอการเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร และสร้างรายได้ใหม่ เพื่อรองรับภูมิทัศน์สื่อในยุคถัดไป”
แนวคิดสำคัญคือ การเลิกมองตัวเองเป็น “ธุรกิจทีวี” เพียงอย่างเดียว และพัฒนาเป็น “Media Brand” ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งทีวี ออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และกิจกรรมออฟไลน์
“เราทำสื่อออนไลน์คู่ขนานมากับสถานีทีวีนานแล้ว และทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่มา 2 ปีแล้ว และจะยังต้องทรานส์ฟอร์มต่อไปจนถึงปีหมดใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ถึงวันนั้นเราจะเป็น Media Brand เป็นผู้ผลิตสื่อ และสร้างคอมมิวนิตี้ด้านสื่อที่ครบวงจรที่สุดรายหนึ่ง”
คะแนนความน่าเชื่อถือสูงสุดของประเทศ
“พรชัย” บอกด้วยว่า วันนี้จุดแข็งหลัก PPTV ช่อง 36 คือ ความน่าเชื่อถือ โดยได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือ 68% จาก Reuters Institute Digital News Report 2026 ซึ่งอยู่ในกลุ่มสื่อที่ได้รับความไว้วางใจสูงของประเทศ เพราะยึดหลักการนำเสนอข่าวอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และเป็นอิสระ
และเป็นสถานีทีวีที่ฐานผู้ชมข่าวเติบโตต่อเนื่อง แม้ต้องแข่งขันกับโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ ไม่เพียงเท่านี้ฐานแฟนรายการข่าวยังสามารถต่อยอดไปสู่คอนเทนต์อื่น ๆ เช่น PPTV Sports, PPTV Originals, PPTV Wealth รวมถึงธุรกิจที่ต่อยอดขององค์กร
ขณะเดียวกันยังขยายฐานผู้ชมจาก “ทีวี” สู่แพลตฟอร์ม “ออนไลน์” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2568 PPTV ถือเป็นหนึ่งในช่องทีวีดิจิทัลที่มีอัตราการเติบโตของเรตติ้งสูงสุด และมีค่าเฉลี่ยเรตติ้งในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตขึ้นถึง 52% เมื่อเทียบปี 2568 สูงสุดในกลุ่ม “ทีวีดิจิตอล”
เปลี่ยนผู้ชมจาก Audience สู่ Community
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าผู้ชมยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียง “รับชม” แต่ต้องการมีส่วนร่วมด้วย PPTV จึงพัฒนากลยุทธ์การเติบโตระยะยาว เรียกว่า Community Beyond Screen เช่น การจัดกิจกรรมแฟนมีต ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศกับพิธีกร รวมถึงการสร้างประสบการณ์ร่วมกับบุคลากรของสถานี โดยเป้าหมายคือ เปลี่ยนผู้ชมจาก Audience ไปสู่ Community ที่มีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว ซึ่ง Community นี้จะเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญกว่าตัวเลขเรตติ้งเพียงอย่างเดียว
รวมทั้งปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ลดการพึ่งพารายได้โฆษณา โดยขยายธุรกิจจากรายได้โฆษณาแบบดั้งเดิมสู่โมเดลใหม่ ได้แก่ Events & Experiences ด้วยการพัฒนากิจกรรมและทริปแฟนคลับให้เป็นธุรกิจสร้างรายได้โดยตรง
พร้อมต่อยอดแพลตฟอร์ม PPSHOP เชื่อมโยงสินค้าเข้ากับรายการ ผู้ประกาศข่าว และฐานแฟนคลับ รวมทั้งทำ Partnership Ecosystem สร้างความร่วมมือกับธุรกิจท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งพัฒนาแคมเปญที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับฐานแฟนของ PPTV
เรียกว่าเป็นการขับเคลื่อน Media Brand ผ่านความน่าเชื่อถือ (Trust) กีฬา (Sports DNA) และคอมมิวนิตี้ (Community Beyond Screen) โดยใช้ปี 2572 เป็นหมุดหมายในการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกสื่อหลังยุคทีวีดิจิทัล
พร้อมทิ้งท้ายว่า PPTV ไม่ได้มองปี 2572 เป็น “เส้นชัย” แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ต้องพิสูจน์ว่า Media Brand หรือ “แบรนด์สื่อ” ที่มีความน่าเชื่อถือจะเติบโตต่อไปได้อย่างไรในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา