สิ้นสุดสัมปทาน ‘ทีวีดิจิทัล’ สู้ศึกแพลตฟอร์มใหม่ ชิงเม็ดเงินออนไลน์
ระหว่างที่การประมูลทีวีดิจิทัลยังคงไร้ความชัดเจน ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างปรับยุทธศาสตร์ใหญ่รอบ 15 ปี พลิกธุรกิจ “สื่อทีวี” หาแหล่งรายได้ใหม่ก่อนใบอนุญาตจะหมดอายุในปี 2572
สู่ช่องทางสื่อสารที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ, เครื่องมือการตลาด, การผนึกกลุ่มธุรกิจมาร่วมสร้างคอนเทนต์ บางรายลดบทบาทฟรีทีวีเพื่อเป็นช่องทางดึงผู้ชมรายใหม่สู่ฐานสมาชิกรายเดือนของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
ช่อง 3 ส่งต่อคอนเทนต์สู่สื่อออนไลน์
“วิบูลย์ ลีรัตนขจร” หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า บริษัทมีข้อได้เปรียบจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาเชื่อมโยงแบบต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยใช้ทีวีเป็นสื่อหลักในฐานะ “ต้นน้ำ” เพื่อส่งต่อและสร้างกระแสคอนเทนต์ไปยังสื่อออนไลน์ที่เป็น “ปลายน้ำ” เพื่อขยายการเข้าถึงและสร้างยอดผู้ชมให้กว้างขึ้น
พร้อมวางตำแหน่งของแต่ละสื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างชัดเจน โดยใช้ทีวีสำหรับกรณีที่ลูกค้าต้องการสร้างแบรนด์หรือความน่าเชื่อถือสูง และใช้ออนไลน์เมื่อต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบส่วนบุคคล
ขณะเดียวกันจะใช้เม็ดเงินรายได้ค่าโฆษณาจากฟรีทีวี มาสร้างคอนเทนต์สำหรับนำไปขายลิขสิทธิ์ในต่างประเทศด้วย เช่น กลุ่ม Girls Love และ Boys’ Love รวมถึงธุรกิจ Idol Marketing อย่างผลิตและจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ของศิลปิน

One ดึงฐานออนไลน์ต่อยอดทีวี
ด้าน “ถกลเกียรติ วีรวรรณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า บริษัทใช้กลยุทธ์ Connected Content ปรับการคิดจากจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนช่องมาดูละครตามผังรายการเวลาเดิม เป็นจะออกแบบให้คอนเทนต์ไปอยู่ในชีวิตของคนดูบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้อย่างไร
โดยการใช้สื่อร่วมกัน เช่น ทีวีสร้างความรับรู้ในวงกว้าง ส่วนแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งใช้ดูย้อนหลังได้สะดวก และใช้โซเชียลมีเดียสร้างกระแสและการถกเถียงของคนดู เป็นต้น
รวมถึงปรับวิธีการนำเสนออย่างเรื่องแนวอิงประวัติศาสตร์ให้เข้ากับมุมมองของคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยง เช่น ละครหงสาวดี และแม่หยัว นำไปสู่การเดินทางท่องเที่ยวตามรอยในสถานที่จริง พร้อมกับนำคอนเทนต์ที่มีฐานผู้ติดตามและคอมมิวนิตี้เหนียวแน่นจากออนไลน์มาขยายฐานต่อยอดบนหน้าจอทีวีเพื่อเข้าถึงกลุ่ม Mass และเปิดโอกาสทางธุรกิจกับสปอนเซอร์รายใหญ่

“ไทยรัฐ” ต่อยอดการตลาด
ส่วน “จิตสุภา วัชรพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม Thairath TV & Online กล่าวว่า บริษัทจะต่อยอดฟรีทีวีสู่เครื่องมือการตลาด ด้วยการต่อยอดสเกลการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมหาศาล เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยตลาดจากคนทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เช่น โครงการ “ไทยรัฐโพลดอนทีวี” ที่ให้ผู้ชมสามารถสแกน QR Code บนหน้าจอ เพื่อเก็บข้อมูลความเห็นได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าการลงทุน
ทำแคมเปญปรับพฤติกรรมผู้บริโภคเชื่อมโยงหน้าจอทีวีที่เปิดค้างไว้เข้ากับจอมือถือ ผ่านการสแกน QR Code เพื่อนำทางผู้ชมไปสู่ระบบการปิดการขายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ และร่วมมือกับแบรนด์สินค้าในลักษณะ Total Campaign Solution

“เวิร์คพอยท์” มุ่งสร้างคอมมิวนิตี้
“ชลากรณ์ ปัญญาโฉม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จํากัด ระบุว่า วันนี้ทีวีคือคอนเทนต์จากสถานีซึ่งผู้ชมสามารถรับชมได้จากอุปกรณ์ใดก็ได้ โดยวางโพซิชั่นเป็นเสมือนเพื่อนบ้านที่คอยนั่งเล่าเรื่องเคียงข้างคนดู ซึ่งความน่าเชื่อถือนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและสปอนเซอร์ที่ร่วมอยู่ในรายการ
พร้อมขยายผลคอนเทนต์จากทีวีไปสู่โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างคอมมิวนิตี้ เช่น รายการชิงช้าสวรรค์ เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมและคอมมิวนิตี้ให้กลายเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ โดยทำงานร่วมกับนักการตลาดอย่างละเอียดเพื่อออกแบบกลยุทธ์ตามเป้าหมายของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสร้างการจดจำ แบรนดิ้ง หรือผลักดันยอดขาย

PPTV มุ่งสู่ Media Brand
“พรชัย พูนล้ำเลิศ” รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ PPTV HD 36 มองว่า ปี 2572 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทีวีดิจิทัลแต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากสถานีโทรทัศน์สู่ Media Brand และ Community Platform อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเร่งสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร เพื่อเปลี่ยนผ่าน โดยเชื่อมโยงผู้ชมผ่านข่าว กีฬา ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และคอมมิวนิตี้อย่างครบวงจร ส่วนสถานีโทรทัศน์จะยังอยู่ต่อไหมวันนี้ก็ยังไม่สามารถตอบได้
“วันนี้ PPTV เรากำลังใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร และสร้างรายได้ใหม่ เพื่อรองรับภูมิทัศน์สื่อในยุคถัดไป เลิกมองตัวเองเป็นธุรกิจทีวีเพียงอย่างเดียว แต่เราได้พัฒนาเป็น Media Brand ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งทีวี ออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และกิจกรรมออฟไลน์”

ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าผู้ชมยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงรับชมแต่ต้องการมีส่วนร่วมด้วย PPTV จึงพัฒนากลยุทธ์การเติบโตระยะยาว เรียกว่า Community Beyond Screen เช่น การจัดกิจกรรมแฟนมีต จัดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศกับพิธีกร รวมถึงการสร้างประสบการณ์ร่วมกับบุคลากรของสถานี
โดยเป้าหมายคือ เปลี่ยนผู้ชมจาก Audience ไปสู่ Community ที่มีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว ซึ่ง Community นี้จะเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญกว่าตัวเลขเรตติ้งเพียงอย่างเดียว รวมทั้งปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ลดการพึ่งพารายได้โฆษณา และขยายธุรกิจจากรายได้โฆษณาแบบดั้งเดิมสู่โมเดลใหม่ เช่น Events &Experiences ด้วยการพัฒนากิจกรรมและทริปแฟนคลับให้เป็นธุรกิจสร้างรายได้
MONO ชูกีฬาโกยสมาชิก
ส่วน “นวมินทร์ ประสพเนตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของแพลตฟอร์ม MONOMAX มองว่า สตรีมมิ่งเป็นอนาคตของสื่อทีวี ตามพฤติกรรมของผู้ชมที่มุ่งไปยังการชมแบบออนดีมานด์แบบ 100%
“ตั้งแต่นี้โมโนจะเน้นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเต็มตัว ด้วยยุทธศาสตร์ Streaming-First พร้อมมุ่งสร้างรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือน-ปีเป็นหลัก”
ส่วนช่องฟรีทีวีโมโน 29 จะเปลี่ยนโพซิชั่นเป็นช่องทางสำหรับทำการตลาด ดึงดูดและสร้างสมาชิกให้ช่องสตรีมมิ่งผ่านคอนเทนต์กีฬาที่เป็นแม็กเนตหลัก ได้แก่ Premier League, EURO 2028, Volleyball World และ World Cup 2026/2030 รวมถึงต่อยอดสร้าง
รายได้ด้วยโมเดลรับชมแบบมีโฆษณา ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้สำคัญควบคู่กับสมาชิกรายเดือน
ควบคู่กับสร้าง “ออริจินอล คอนเทนต์” และ “คอนเทนต์ เอ็กซ์คลูซีฟ” ทั้งคอนเทนต์แนวแอ็กชั่น-คอมเมดี้, โรแมนติกคอมเมดี้, ดราม่าเข้มข้น, เกิร์ลเลิฟ ฯลฯ เพื่อตรึงสมาชิกไว้กับ MONOMAX แม้ช่วงที่ไม่มีถ่ายทอดสดกีฬา
MCOT ปั้น Digital-Streaming
สำหรับช่อง “9 อสมท” หรือ MCOT นั้น “ญาดา กาศยปนันทน์” กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ระหว่างนี้ MCOT จะเดินหน้าแบบคู่ขนานทั้ง “ทีวีดิจิทัล” และ “Digital-Streaming” โดยในส่วนของ “ทีวีดิจิทัล” จะพัฒนาคอนเทนต์และรายการปัจจุบันให้มีคุณภาพและคัดกรองข้อมูลเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ชม พร้อมเตรียมย้ายเนื้อหาและรายการทั้งหมดไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มตัวในอนาคต
ส่วนโมเดล Digital-Streaming นั้นจะใช้ยุทธศาสตร์ MCOT Next ซึ่งจะโฟกัส 2 ด้าน คือ คอนเทนต์ข่าวและรายการสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะซึ่งจะเปิดให้รับชมฟรี กับคอนเทนต์บันเทิงที่จะเป็นตัวสร้างรายได้ทั้งค่าสมาชิกรายเดือน รายปี หรือซับสคริปชั่น ค่าโฆษณาและการร่วมมือกับพันธมิตร
ขณะเดียวกันจะนำ AI เข้ามาช่วยผลิตคอนเทนต์บันเทิงเพื่อลดต้นทุน เนื่องจากการผลิตคอนเทนต์แบบเดิม เช่น ละครทีวี มีมูลค่าสูงประมาณเรื่องละ 10-20 ล้านบาท โดยเฉพาะละครแนวตั้ง และสามารถผลิตให้มีคุณภาพสูงด้วยงบฯ เพียง 2-3 ล้านบาท/เรื่องเท่านั้น
หลายช่องอาจไม่พร้อมประมูล
“พรชัย พูนล้ำเลิศ” ผู้บริหาร PPTV ยังบอกอีกว่า ส่วนการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลรอบใหม่นั้น ความล่าช้าของ กสทช. ทำให้ผู้ประกอบการอาจตัดสินใจไม่เข้าประมูลอีกครั้ง เนื่องจากวันนี้ผู้ประกอบการหลายรายเหนื่อยกันมาก ที่สำคัญคือวันนี้สื่อทีวีต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง YouTube, Netflix, Disney+, TikTok และแพลตฟอร์ม OTT อื่น ๆ ไม่ใช่แข่งกันเองแล้ว
“คาดว่าหากสิ้นสุดสัญญาเดิมแล้ว กสทช.จะเปิดประมูลใหม่ และใช้ระบบเหมือนครั้งก่อนผู้ประกอบการหลายรายอาจจะไม่พร้อมที่จะประมูล”
เช่นเดียวกับ “วิบูลย์ ลีรัตนขจร” บอสใหญ่ช่อง 3 ที่บอกว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เนื่องจากยังขาดความชัดเจน เช่น จะใช้เครื่องมือหรือระบบใดในการออกอากาศ และระบบการออกอากาศในปี 2572 จะมีรูปแบบอย่างไร ไปจนถึงแนวทางและรูปแบบการกำกับดูแลของภาครัฐในอนาคต
พร้อมแนะว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการ “สนับสนุน ต่อยอด และพัฒนา” เพื่อรักษาอุตสาหกรรมสื่อทีวีของไทยเอาไว้ด้วย