ค้าปลีกประสานเสียงลุย รับอานิสงส์มาตรการรัฐ-บิ๊กอีเวนต์
ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ทั้งร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และห้างค้าส่ง-ปลีก ไม่ว่าจะเป็นเครือ ซี.พี. เซ็นทรัล เอ็มบีเค ต่างส่งสัญญาณเดินหน้าลงทุนทั้งเปิดสาขาใหม่ รีโนเวตสาขาเดิม หวังต่อยอดอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-อีเวนต์ใหญ่ที่จะจัดขึ้นในไทยช่วงไตรมาส 3-4
สะดวกซื้อจับตาเงินเฟ้อ-ต้นทุน
ซีพี ออลล์ ยักษ์สะดวกซื้อระบุว่า ทิศทางในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2569 บริษัทจะมุ่งพัฒนาช่องทางการจำหน่ายโดยปักธงสาขาตามการขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ และยังคงเป้าหมายเปิดสาขาเพิ่ม 700 สาขาในปี 2569 เช่นเดิม ซึ่งคาดว่ายอดขายจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับจีดีพี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ เป็นต้น
พร้อมโฟกัสการคัดเลือกสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มให้ตรงความต้องการเพื่อขยายอัตรากำไรขั้นต้น
หลังไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทขยายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่ม 200 สาขา ทำให้มีสาขาทั่วประเทศรวม 16,284 สาขา แบ่งเป็นร้านสาขาของบริษัท 8,414 สาขา หรือประมาณ 52% ซึ่งกลุ่มนี้มีร้านเปิดใหม่ 125 สาขา และร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขตอีก 7,870 สาขา มีร้านเปิดใหม่ 75 สาขา ส่วนในต่างประเทศมีสาขาร้านเซเว่นอีเลฟเว่นใน สปป.ลาว 32 สาขา และในกัมพูชา 39 สาขา
โดยธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 123,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดขายเฉลี่ย/ร้าน/วันเท่ากับ 85,843 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนยอดซื้อต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 90 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้า/สาขา/วันเฉลี่ย 959 คน ลดลงเล็กน้อย และได้รับประโยชน์จากสภาพอากาศร้อนต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเล็กน้อย แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังได้รับผลกระทบจากการไม่ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงปลายไตรมาส แต่บริษัทรับมือด้วยไลน์สินค้าใหม่และโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ร่วมกับเพิ่มรายได้จาก 7Delivery และ All Online ที่มีสัดส่วนประมาณ 11% ของรายได้จากการขายสินค้ารวม
ด้านสัดส่วนยอดขายตามประเภทสินค้านั้น 77.5% มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ 22.5% มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากดีมานด์ช่วงฤดูร้อน สินค้าใหม่ควบคู่กับโปรโมชั่นของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ดึงดูดลูกค้าได้ทั้งไทยและต่างชาติ
ทำให้บริษัทมีรายได้รวม 265,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการขายสินค้าและบริการ 257,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% เช่นเดียวกับกำไรซึ่งบริษัทมีกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 13,711 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% และมีกำไรสุทธิ 7,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เนื่องจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจอื่น ๆ ประกอบกับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
เซ็นทรัลเชื่อมาตรการรัฐหนุน
ด้านธุรกิจห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าและศูนย์อาหารเครือเซ็นทรัลระบุว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้จะเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ ได้แก่ เปิดขายโครงการคอนโดมิเนียม PHYLL นครปฐม โรงแรมใหม่อีก 3 แห่ง และศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์
เพื่อรับปัจจัยหนุนตั้งแต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุนส่วนลดค่าที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศ รวมทั้งคูปอง 500 บาท/สิทธิ ซึ่งสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าท้องถิ่น และการต่ออายุมาตรการลดค่าโอนและจดจํานองอสังหาฯ ไปอีก 1 ปีนับจาก 1 กรกฎาคม
รวมถึงงานอีเวนต์ใหญ่อย่างการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจําปีของ IMF ในเดือนตุลาคมที่กรุงเทพฯ โดย ธปท.ปรับคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2569 ล่าสุดในเดือนมิถุนายนขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.1% เมื่อเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกับสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่ม GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากตัวเลขการส่งออกภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด
นับเป็นกระแสบวกต่อเนื่องจากช่วงไตรมาส 2 ที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องด้วยแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวที่กลับมาเติบโต 4% ในเดือนพฤษภาคม หลังนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง จีน ฮ่องกง และไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างสมํ่าเสมอ รวมถึงมีอานิสงส์จากมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ลากยาวตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน จากระดับตํ่าสุดของปีนี้เมื่อเดือนเมษายน
ทั้งนี้ไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 13,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% และมีกําไรสุทธิ 4,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% โดยธุรกิจให้เช่าและบริการยังคงเป็นตัวผลักดันการเติบโต ซึ่งรายได้ส่วนนี้คิดเป็น 88% ของรายได้รวม
ขณะเดียวกันรายได้ค่าเช่าและบริการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องมา 4 ไตรมาสติดต่อกัน และมีอัตรากําไรขั้นต้นจากธุรกิจให้เช่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความสําเร็จของสาขาใหม่อย่าง เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส บวกกับการเพิ่มขึ้นของอัตราการเช่าศูนย์การค้าที่เปิดใหม่ในครึ่งหลังของปี 2568 ทั้งเซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล กระบี่ และของศูนย์การค้าที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ
ขณะที่รายได้ค่าเช่าและบริการในศูนย์การค้าเดิมโตต่อเนื่อง จากจํานวนผู้ใช้บริการและยอดขายร้านค้าที่เพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับ เอ็มบีเค ผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็มบีเค พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 และเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ที่ระบุว่า ในไตรมาส 2 ภาพรวมธุรกิจศูนย์การค้ายังคงมีอัตราการเช่าพื้นที่และอัตราค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการลดลงประมาณ 5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการให้เช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันธุรกิจศูนย์การค้ายังเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้บริการทั้งภายในประเทศและประเทศใกล้เคียงให้เพิ่มขึ้น
ส่วนบริษัทร่วมที่ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้ายังคงสร้างผลตอบแทนและจ่ายเงินปันผลที่ดีให้แก่กลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 2,886 ล้านบาท ลดลง 81 ล้านบาท หรือ 3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 551 ล้านบาท ลดลง 35 ล้านบาท หรือ 6% และมีกำไรสุทธิ 1,352 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162 ล้านบาท คิดเป็น 14%
ซีพี แอ็กซ์ตร้า รัวรีโนเวต
สำหรับธุรกิจค้าส่ง-ปลีกนั้น ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้บริหารโลตัสและแม็คโคร ระบุว่า บริษัทมุ่งรักษาการเติบโตของรายได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเน้นสินค้าคุณภาพในราคาคุ้มค่า เพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label สินค้านำเข้าตรง อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทาน พร้อมบริหารสินค้า ราคา และโปรโมชั่นให้ตอบสนองต่อความต้องการและกำลังซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
พร้อมสร้างความแตกต่างของสินค้าผ่านการร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ เชฟที่มีชื่อเสียงและกลุ่มสินค้าลิขสิทธิ์ เพื่อพัฒนาสินค้าและแคมเปญที่มีความเฉพาะตัว กระตุ้นการซื้อที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และประสบการณ์ รวมถึงสร้างกระแสในรูปแบบที่สนุก ทันสมัย และมีโอกาสได้รับความนิยมในวงกว้าง
ด้านออนไลน์จะเดินหน้าขยายระบบนิเวศ Online-to-Offline ผ่าน Axtra Mall แพลตฟอร์มที่รวบรวมสินค้าขายดีออนไลน์ใน 5 กลุ่มสินค้าศักยภาพ ได้แก่ ความงาม สุขภาพ ของเล่น สินค้าสัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะได้รับการคัดเลือกเข้าจัดจำหน่ายในสาขาของบริษัท ช่วยเร่งการขยายรายการสินค้าให้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้จะต่อยอดเครือข่ายสาขาและระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้บริการจัดส่งสินค้าภายใน 1-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากแพลตฟอร์ม Marketplace ทั่วไป
ส่วนการพัฒนาและบริหารพื้นที่ศูนย์การค้า เดินหน้าปรับสัดส่วนและการจัดโซน อาทิ การเพิ่มพื้นที่ร้านอาหาร พื้นที่โคเวิร์กกิ้ง พื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรม เพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตและ “พื้นที่ความสุขของชุมชน”
ทั้งนี้ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแผนเปิดสาขาขนาดใหญ่และซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการปรับปรุงสาขาเดิมและพัฒนารูปแบบร้านค้าใหม่ โดยมีแผนการปรับปรุงเสร็จสิ้น 8-10 สาขาในครึ่งปีหลัง
ส่วนไตรมาส 2 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 132,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,204 ล้านบาท หรือ 2.5% โดยมีรายได้จากการขายสินค้า 126,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,602 ล้านบาท หรือ 2.1% หลังรายได้จากการขายของธุรกิจค้าส่งโต 3.5% จากสาขาใหม่และยอดขายนอกร้าน โดยเฉพาะยอดขายอาหารแห้งที่เติบโตจากการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าร้านค้าปลีกรายย่อยในช่วงโครงการไทยช่วยไทยพลัส
ขณะที่รายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% โดยหลักมาจากประเทศมาเลเซีย ด้วยกลยุทธ์ปรับกลุ่มสินค้าอย่างต่อเนื่องและปรับราคาให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า