ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านที่อาจเกิดขึ้น เมื่อ UAE ตัดขาดการค้า
การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านมีแนวโน้มสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจให้กับอิหร่านมากขึ้น เนื่องจากต้องสูญเสียเส้นทางการค้าสำคัญไป ขณะที่ความตึงเครียดกับสหรัฐก็เพิ่มมากขึ้น
ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ สหรัฐเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ขณะที่การคว่ำบาตรจาก UAE อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เนื่องจาก UAE เป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยมีมูลค่าการค้าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อเย็นวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ตามเวลาท้องถิ่น ประชาชนในดูไบได้รับสัญญาณเตือนภัยขีปนาวุธ ซึ่งกระทรวงกลาโหมของ UAE กล่าวในภายหลังว่า เป็นผลมาจากขีปนาวุธสองลูกจากอิหร่านที่มุ่งเป้าโจมตีเส้นทางคมนาคมทางทะเล ขณะที่อิหร่านกล่าวปฏิเสธการโจมตี
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กระทรวงการต่างประเทศ UAE ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน พร้อมระบุสาเหตุการตัดสินใจดังกล่าวว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นบั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
ไซรัส ราซซากี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Ara Enterprise บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการในตะวันออกกลาง ที่ตั้งอยู่ในกรุงเตหะราน กล่าวว่า การคว่ำบาตรทางการค้าของ UAE อาจมีประสิทธิภาพและอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่าน มากกว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU)
ขณะที่ มาร์ค คิมมิตต์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า UAE ค่อย ๆ ขยับมาเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของอิหร่านแซงหน้าจีนและตุรกี โดยมีสัดส่วนในการนำเข้าสินค้าประจำปีของอิหร่านถึง 1 ใน 3
ย้อนกลับไป ในช่วงต้นเดือน มี.ค. หลังสงครามปะทุขึ้นเพียงไม่กี่วัน UAE ระงับการขนส่งสินค้าทางตรงระหว่างสองประเทศ ก่อนจะพยายามลดความตึงเครียดลง รวมถึงการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ในเดือน มิ.ย. และกลับมาทำการค้าอีกครั้งที่ท่าเรือเจเบล อาลี ทางตอนเหนือของดูไบ
“แต่เมื่อเกิดการโจมตีครั้งล่าสุดนี้ มันเป็นการละเมิดข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ และ UAE กำลังบอกว่าพอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำการค้าหรือแลกเปลี่ยนทางการเงินกับอิหร่านแล้ว” อับดุลคาเลก อับดุลลา นักวิชาการและนักวิจารณ์ในดูไบกล่าว
ทั้งนี้ การประกาศของ UAE เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า จะเปลี่ยนเป้าหมายจากการโจมตีทางทหารไปเป็นการสร้างความยากลำบากทางการเงินต่ออิหร่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะบีบอิหร่านด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยมีมาก่อน
สหรัฐปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกน้ำมันและสินค้านำเข้าของอิหร่าน ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและความยากจนเพิ่มขึ้น
อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักที่สุดในโลก โดยรวมแล้ว มาตรการคว่ำบาตรทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัวของอิหร่านลดลงจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.62 แสนบาท) ในปี 2012 เหลือ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.64 แสนบาท) ในปี 2024
ด้านสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการค้ากับ UAE ในเดือน พ.ค. พร้อมเตือนว่า การที่อิหร่านพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจาก UAE นั้น ถือเป็น ‘ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหาร‘
จากข้อมูลของ The Observatory of Economic Complexity (OEC) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์วิเคราะห์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ในปี 2023 มูลค่าการค้าตามระบบศุลกากรระหว่าง UAE และอิหร่าน มีมูลค่ารวม 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 แสนล้านบาท) โดย UAE ส่งออกสินค้าไปยังอิหร่านราว 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) และนำเข้าสินค้ากลับมาราว 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.47 หมื่นล้านบาท)
ในปีนั้น อิหร่านนำเข้าโทรศัพท์จาก UAE คิดเป็นมูลค่า 2.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.22 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ ยาสูบ และถั่ว ขณะเดียวกัน อิหร่านส่งออกสินค้าไปยัง UAE ได้แก่ ถั่ว ผลไม้ เครื่องเทศ กุ้ง และหินก่อสร้าง
คิมมิตต์กล่าวว่า การพึ่งพาอาศัยกันนั้นลึกซึ้งกว่าแค่สินค้าบนเรือ โดย UAE ทำหน้าที่เป็นช่องทางการค้าแบบไม่เป็นทางการที่สำคัญสำหรับอิหร่านมาอย่างยาวนาน เมื่อตะวันตกหยุดค้าขายโดยตรงกับอิหร่าน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ พ่อค้าในดูไบก็จะส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์อุตสาหกรรม และอาหารไปยังอิหร่าน ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้
“การกระทำของ UAE นั้นมีความสำคัญมากพอที่อิหร่านจะตีความได้ว่า ใกล้เคียงกับการกระทำที่เป็นสงคราม โดยเปรียบเทียบกับการคว่ำบาตรเกือบทั้งหมดที่สหรัฐบังคับใช้กับญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง” คิมมิตต์กล่าวสรุป
อ้างอิง : Bloomberg, Al Jazeera